คุณอาจเคยจินตนาการภาพของออสเตรเลียที่เป็นดินแดนแห่งหาดทรายขาว จิงโจ้ และการปิ้งบาร์บีคิวริมทะเล... ซึ่งก็จริง แต่ภายใต้ภาพลักษณ์อันสดใสเหล่านั้น ยังมี กฎเกณฑ์ มารยาท และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่อาจแตกต่างอย่างสิ้นเชิง และพร้อมจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องประหลาดใจหรือถึงขั้นสับสนได้เลยทีเดียว

ตั้งแต่มารยาทการจ่ายเงินในร้านอาหาร กฎการขับรถที่คาดไม่ถึง ไปจนถึงวัฒนธรรมในวงดื่มที่ไม่เหมือนใคร เตรียมตัวค้นพบอีก 13 เรื่องราวที่เหลือ ของชาวออสซี่ที่คุณต้องรู้

ส่วนใครที่ยังไม่อ่านบทความตอนแรก เข้าไปดูที่นี่ก่อนได้เลย https://shorturl.at/zqgci

 

13. อันตราย (แสนเล็กน้อย) จากสัตว์ในออสเตรเลีย

      ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ได้รับสมญานามเรื่องของสัตว์มีพิษ แต่แท้จริงสัตว์อันตรายเองก็ไม่ได้อยู่ทุกหนทุกแห่ง คุณต้องไปในเขตชนบทหรือป่าลึกถึงจะเจอ แถมความเสี่ยงต่อที่ทำร้ายผู้คนนั้นก็ต่ำมาก หากคุณระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำในท้องถิ่น ส่วนใหญ่แล้วสัตว์เหล่านี้จะกลัวมนุษย์และเหตุการณ์ร้ายแรงมักเกิดขึ้นเมื่อคนไปยั่วยุหรือประมาทเข้าใกล้

แต่สิ่งที่ผู้คนควรระวังมากกว่า คือ นกแม็กไพร์ (Magpie) และ นกนางนวล (Seagull) โดยเฉพาะบริเวณริมน้ำ พวกมันมักจะโฉบใส่ผู้คนในช่วงฤดูผสมพันธุ์ เมื่อไหร่ที่เดินริมถนนหรือนั่งทานอาหารกลางแจ้งระวังมันจะเข้ามาขโมยของอร่อยจากมือของคุณ!

หรือถ้าออกไปนอกเมืองเล็กน้อย สัตว์พวก จิงโจ้, อีมู หรือโคอาล่า ยังเดินพบเห็นตามถนนในบางพื้นที่เป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะจิงโจ้ที่บางทีก็อยู่ตามสนามกอล์ฟหรือลานหญ้าในเมือง แต่สัตว์เหล่านี้ไม่อันตรายกับมนุษย์ (ถ้าไม่เข้าไปหาเรื่องนะ)

01.jpg

image by Sam Dan Truong on Unsplash

14. การไม่ให้ทิปคือเรื่องปกติในออสเตรเลีย

      การให้ทิป (Tipping) ไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติและไม่ถูกคาดหวังเหมือนในอเมริกา เนื่องจากพนักงานได้รับค่าแรงขั้นต่ำที่สูงพอสมควร อีกทั้งพนักงานที่ทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์ วันหยุดราชการ หรือหลังเวลาทำการปกติ มักจะได้รับค่าจ้างที่สูงกว่าอัตราปกติมาก (เรียกว่า Penalty Rates) ซึ่งถือเป็นการจ่ายค่าตอบแทนที่ยุติธรรมสำหรับเวลาทำงานที่ไม่สะดวก ดังนั้นการให้ทิปถือเป็นน้ำใจพิเศษเท่านั้นไม่ใช่ธรรมเนียม

15. ความสนใจในผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน 

      การใส่ใจสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือดชาวออสเตรเลียที่เติบโตมากับธรรมชาติโอบล้อมตั้งแต่เกิด จนกลายเป็นแนวคิดการซื้อสินค้าที่แข็งแรงในประเทศออสเตรเลีย รวมถึงในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ผู้คนมักเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตในท้องถิ่นหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในออสเตรเลีย (Locally Produced) และแบรนด์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environmentally-friendly) ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและการให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น รวมถึงผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมผ่านภัยพิบัติต่าง ๆ  จะเห็นได้ว่าสินค้าหลายแบรนด์ที่อยู่ตามชั้นวางทุกวันนี้ มักจะมีการระบุถึงกระบวนการที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกสบายใจที่เลือกซื้อ

02.jpg

Image by CHUTTERSNAP on Unsplash

16. ประเทศที่แดดแรงอันดับต้น ๆ ของโลก

      ออสเตรเลียมีแสงแดดแรงกว่าหลายประเทศจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย หรือญี่ปุ่น เหตุผลมีทั้งทางภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อมที่ทำให้แดดที่ออสเตรเลีย แรงกว่าที่คิดเหตุเกิดจากรูโอโซน (Ozone Layer) เหนือออสเตรเลียบางกว่าปกติ ทำให้ดัชนีรังสี UV (UV Index) สูงกว่าหลายประเทศ ซึ่งในฤดูร้อนอาจขึ้นถึง 10–14 อยู่ในระดับที่อันตรายมาก! นั่นหมายความว่าคุณสามารถไหม้แดด (Sunburn) ได้ในเวลาแค่ 10–15 นาที ถ้าไม่ทาครีมกันแดด ประกอบกับสภาพอากาศบริเวณพื้นที่ตอนกลางและตอนใต้มีอากาศค่อนข้างแห้ง แทบไม่มีหมอกควันหรือความชื้นมาบังแดด ส่งผลให้แสงแดดส่องตรงและแรงกว่าประเทศที่อากาศชื้นอย่างไทย แม้จะรู้สึกว่าอุณหภูมิไม่ร้อนจัดแต่ รังสี UV ยังแรงมาก ครีมกันแดด SPF50+ จึงเป็นไอเทมสำคัญที่ชาวออสซี่ต้องใช้ก่อนออกจากบ้านแม้ในฤดูหนาว

17. น้ำประปาดื่มได้ 100% ตามเมืองใหญ่

      แม้ว่าน้ำประปาในหลายประเทศรวมถึงไทยจะยังดื่มโดยตรงจากก๊อกไม่ได้ แต่ที่ออสเตรเลียมีกฎหมายควบคุมคุณภาพน้ำเรียกว่า Australian Drinking Water Guidelines (ADWG) จึงทำให้น้ำที่ไหลตรงจากก๊อกสามารถดื่มได้จริง ใส และไม่มีกลิ่นคลอรีนแรงเกินไป โดยน้ำดิบส่วนใหญ่ในออสเตรเลียมาจากเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในเขตภูเขา เช่น Warragamba Dam หรือ Thomson Reservoir ทำให้น้ำประปาในออสเตรเลียมีรสชาติแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละเมือง เพราะแหล่งน้ำและกระบวนการกรองไม่เหมือนกัน

รัฐบาลท้องถิ่นมีการบำรุงรักษาท่อและจุดจ่ายน้ำสม่ำเสมอ และบริษัทน้ำในแต่ละรัฐจะตรวจวัดอย่างสม่ำเสมอแทบทุกวัน แม้ในเมืองเล็ก ๆ ก็ยังมีระบบตรวจสอบป้องกันการปนเปื้อน ถึงแม้น้ำประปาในเมืองใหญ่ดื่มได้ 100% แต่ก็มีบางพื้นที่ที่ก็ไม่ควรดื่มจากก๊อกโดยตรง เช่น เขตชนบทห่างไกล หรือพื้นที่พักชั่วคราว โปรดดูป้ายเตือนใกล้ก๊อก ซึ่งป้ายแบบนี้จะพบได้ตามพื้นที่ตั้งแคมป์, ห้องน้ำสาธารณะ,​ โรงงาน หรือสวนสาธารณะที่ใช้น้ำรีไซเคิลรดต้นไม้ ถ้าไม่แน่ใจต้มน้ำหรือต้มน้ำร้อนจากกาต้มน้ำไฟฟ้าก่อนดื่มดีที่สุด

18. ประหยัดไฟบ้านสไตล์ออสซี่

      เหตุเพราะค่าไฟออสเตรเลียแพงมากเมื่อเทียบกับรายได้ อีกทั้งชาวออสซี่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องไปกับเรื่องราวตอนต้นที่ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีแสงแดดแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หลายครัวเรือนเลือกที่จะใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างแพร่หลาย และรัฐบาลยังให้เงินสนับสนุนในการติดตั้งแถมบางบ้านสามารถขายไฟกลับเข้าระบบ (feed-in tariff) ได้

การออกแบบบ้านโดยเฉพาะควีนส์แลนด์ จะออกแบบให้รับลมได้ดี ผ่านการออกแบบหน้าต่างบานใหญ่ มีช่องลมเยอะ ส่วนรัฐทางตอนใต้ที่เย็นแทบทั้งปี เช่น เมลเบิร์น, ทาสมาเนีย ฤดูร้อนจะใช้ พัดลมเพดาน หรือเปิดหน้าต่างให้ลมพัดผ่าน หลายบ้านอาจจะไม่มีแอร์เลย เวลาไปเข้าพักบ้านคนออสเตรเลียอาจสงสัยว่าทำไมไม่มีเครื่องปรับอากาศ ส่วนช่วงหน้าหนาวบ้านจำนวนมากในออสเตรเลีย (โดยเฉพาะบ้านเก่า) มักจะใช้ฮีตเตอร์เฉพาะจุด ทำให้ความร้อนไม่กระจายทั้งบ้าน ถ้าไม่ได้เปิดทิ้งไว้ยิ่งทำให้ตัวบ้านเย็นกว่าอากาศภายนอก

อีกทั้งคนออสซี่ส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้เครื่องอบผ้า ยกเว้นทางตอนใต้ของประเทศที่อากาศเย็น เพราะหากแดดดีก็ไม่มีใครใช้ (ซึ่งแทบจะทั้งปี) บ้านส่วนใหญ่มีราวตากผ้าในสวนหลังบ้านโดยเฉพาะในควีนส์แลนด์ จนกลายเป็นภาพที่เห็นจนชินตาในออสเตรเลีย

03.jpg

Image by André Lergier on Unsplash

19. การบริโภคเนื้อสัตว์ประจำชาติเป็นเรื่องปกติ

      เนื้อจิงโจ้ถือเป็นอาหารท้องถิ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ในออสเตรเลียการบริโภคเนื้อจิงโจ้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในทางวัฒนธรรมและสังคม โดยเฉพาะในร้านอาหารยุคใหม่ของออสเตรเลีย (Modern Australian Cuisine) หากพูดถึงจุดเริ่มต้นคงต้องย้อนไปหลายพันปีที่ ชาวอะบอริจินซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของออสเตรเลียได้เลือกเนื้อจิงโจ้เป็นแหล่งอาหารหลักและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการล่าสัตว์ของพวกเขา

ที่นี่ใคร ๆ ก็สามารถหาซื้อเนื้อจิงโจ้ได้ ทั้งในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายเนื้อรวมถึงเมนูเนื้อจิงโจ้ตามร้านอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการออกกฎหมายและการรณรงค์ให้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากจำนวนจิงโจ้ที่เพิ่มขึ้นมากเกินไปและเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนกว่า หากพูดถึงประโยชน์ เนื้อจิงโจ้เป็นเนื้อสัตว์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่โดดเด่นมาก แม้ว่าจะไม่ได้รับความนิยมเท่าเนื้อแกะหรือเนื้อวัว แต่เป็นเนื้อที่ไขมันต่ำ มีโปรตีนและธาตุเหล็กที่สูง อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

เนื้อจิงโจ้มีรสชาติคล้ายเนื้อวัวแต่เข้มข้นกว่า เนื้อค่อนข้างแน่น มักจะเสิร์ฟแบบมีเดียมแรร์ จานยอดนิยมได้แก่ สเต็ก, เบอร์เกอร์, ไส้หรอก โดยเฉพาะเมนูลาบจิงโจ้/ ก้อยจิงโจ้ เมนูนี้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากเมื่อมีสาวไทยนำไปปรุงในรายการ MasterChef Australia โดยเป็นการนำวัตถุดิบออสเตรเลียมาผสมผสานกับรสชาติไทย  ๆ

20. กฎจราจรที่แตกต่างระหว่างออสฯและไทย

      แม้ว่าทั้งออสเตรเลียและไทยจะขับรถชิดซ้ายและใช้พวงมาลัยขวาเหมือนกัน แต่ความแตกต่างของกฎเกณฑ์และการบังคับใช้นั้นชัดเจนมาก โดยรวมคือความเข้มงวดของกฎหมายซึ่งถ้าฝ่าฝืนเมื่อไหร่ มีโอกาสที่ต้องจ่ายค่าปรับแทบจะหมดตัวได้เลยทีเดียว

อย่างแรกที่ควรรู้คือ ไม่มีเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด จำไว้ว่าที่ไฟแดงคือต้องหยุด เหมือนกับเลี้ยวขวา เว้นแต่จะมีป้าย "Turn Left on Red with Care" ซึ่งพบได้น้อยมาก อย่างต่อมาคือกฎให้ทางที่วงเวียน หากได้ขับรถในออสเตรเลีย จะพบเจอกับวงเวียนที่เยอะกว่าไฟจราจร กฎคือรถที่กำลังจะเข้าวงเวียนต้องรอและให้ทางแก่รถที่มาจากทางขวา (รถที่อยู่ในวงเวียน) ก่อนเสมอ บนถนนที่มีหลายเลนจะจำกัดความเร็ว 90 กม./ชม. ขึ้นไป ส่วนเรื่องของการแซงเลน เลนซ้ายมีไว้สำหรับขับต่อเนื่อง ซึ่งจะมีป้าย "Keep Left Unless Overtaking” ตั้งอยู่เนือง ๆ รถช้าต้องชิดซ้าย และรถที่เร็วกว่าต้องใช้เลนขวาเพื่อแซงเท่านั้น ง่าย ๆ คือไม่ขับแช่ขวา (Lane Hogging) เหมือนในประเทศไทย 

ส่วนกฎที่เข้มงวดสุด ๆ บทลงโทษสูงมากและมักถูกดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว ได้แก่ กฎการเมาแล้วขับ, ต้องหยุดรถทันทีเพื่อให้คนเดินเท้าข้ามทางม้าลาย และการใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับขี่ ซึ่งเป็นกฎที่เพิ่งมีการอัพเดทไปในหลาย ๆ รัฐ ผู้ขับขี่ห้ามถือโทรศัพท์โดยเด็ดขาดขณะขับรถ (รวมถึงการหยุดรอไฟแดง) ต้องใช้ระบบแฮนด์ฟรีเท่านั้น โดยมีการตรวจสอบและปรับด้วยกล้องตรวจจับสูงมาก เพราะอุบัติเหตุในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากการหลุดโฟกัสบนท้องถนนไปอยู่บนหน้าจอระหว่างขับขี่

โดยรวมคือความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายของประเทศที่เอาจริงและเจ็บจริง หากคุณกำลังเตรียมตัวเดินทางในควีนส์แลนด์  แนะนำให้ดูเอกสารอย่างเป็นทางการของรัฐบาลที่ชื่อ "Your Keys to Driving in Queensland" เพื่อข้อมูลที่ครบถ้วน

04.jpg

Image by Deepak Choudhary on Unsplash

21. ความหมายของการกระพริบไฟสูงของรถฝั่งตรงข้าม

      หากขับรถออกไปนอกเมือง อาจเจอเหตุการณ์ที่รถที่สวนมากระพริบไฟใส่ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน เขาไม่ได้จะต่อว่าแต่เป็นการเตือนถึงอันตรายข้างหน้า เป็นความหมายที่พบบ่อยและเป็นที่ยอมรับกันมากที่สุด ซึ่งรวมถึงการเตือนถึงกล้องตรวจจับความเร็ว (Speed Camera) หรือตำรวจซ่อนอยู่ข้างหน้า, มีอุบัติเหตุ หรือสิ่งกีดขวางบนถนน เช่น ต้นไม้ล้ม สัตว์บนถนน เพื่อให้รถฝั่งตรงข้ามชะลอความเร็วลง ซึ่งเป็นมารยาทที่ไม่เป็นทางการแต่ทำกันทั่วไป แต่ควรตระหนักว่าการทำเช่นนี้อาจผิดกฎหมายจราจรได้หากทำให้ผู้ขับขี่อื่นตาพร่า ตำรวจอาจมาดำเนินการปรับได้ 

22 ยืน/ เดินบนบันไดเลื่อนฝั่งไหน?

      แม้ว่าจะไม่เข้มงวดเท่าญี่ปุ่นหรืออังกฤษ แต่ในบางเมืองใหญ่จะมีมารยาทแบบไม่เป็นทางการว่า ให้ยืนชิดซ้ายและเว้นช่องทางขวาไว้สำหรับคนที่ต้องการเดิน แต่ธรรมเนียมนี้อาจแตกต่างกันไปบ้าง ยังงัยลองดูสัญลักษณ์ หรือสังเกตผู้คนดู เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการรณรงค์จากบางหน่วยงานด้านความปลอดภัย ที่ให้ทุกคนยืนอยู่กับที่ทั้งสองข้าง เพื่อลดอุบัติเหตุจากการเดินบนบันไดเลื่อน ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่พบเห็นเพิ่มขึ้นทั่วโลก

23. วัฒนธรรม "Shout" ในวงสังสรรค์

      หนึ่งในมารยาทเมื่อคุณมีโอกาสไปสังสรรค์กับเพื่อนในบาร์ นั่นคือการ “Shout” หรือเรียกง่าย ๆ ว่า การเลี้ยงรอบวง นั่นเอง คือการที่บุคคลคนหนึ่งอาสาซื้อเครื่องดื่มให้เพื่อนร่วมกลุ่มที่กำลังดื่มด้วยกันทุกคนในหนึ่งรอบ (Round) การซื้อนั้นถือเป็นการเลี้ยงทั้งกลุ่มและทุกคนในกลุ่มจะต้องดื่มเครื่องดื่มที่ผู้ "Shout" ซื้อให้ และธรรมเนียมของ "Shout" คือ ทุกคนที่ได้รับเครื่องดื่มในรอบนั้นจะต้องเป็นผู้ "Shout" รอบถัดไปตามลำดับ หากคุณไม่เข้าร่วม (เช่น สั่งซื้อเครื่องดื่มให้ตัวเองเท่านั้น) คุณจะถูกมองว่าเป็นคน "Tight" (ตระหนี่) หรือไม่สุภาพอย่างมาก เพราะเป็นการรับผลประโยชน์แต่ไม่ยอมแบ่งปัน

วัฒนธรรม "Shout" จึงไม่ใช่แค่การซื้อเครื่องดื่ม แต่เป็น การแสดงออกถึงความเป็นเพื่อน (Mateship) ความไว้วางใจ และความเคารพต่อการแบ่งปันและความเสมอภาคในกลุ่ม วัฒนธรรมนี้เกิดขึ้นแพร่หลายไม่ใช่แค่ในออสเตรเลีย มีทั้งที่นิวซีแลนด์และอังกฤษอีกด้วย

05.jpg

Image by Jon Callow on Unsplash

24. ความปลอดภัยที่ควรรู้ก่อนลงน้ำ

      ช่วงสิ้นปีใกล้เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ ชาวออสซี่ต่างใช้เวลาเพลิดเพลินไปกับแสงแดดและทะเล หารู้ไม่ว่าชายหาดมีความสวยงามมักมีอันตรายที่หลายคนมักชะล่าใจ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มาออสเตรเลียเป็นครั้งแรก ถ้าลงเล่นน้ำในทะเลออสเตรเลีย สิ่งที่ต้องสังเกตคือ ธงแดง-เหลือง (Red and Yellow Flags) ถ้าธงที่ปักคู่กันแสดงถึง พื้นที่ว่ายน้ำที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ด คุณต้องว่ายน้ำในบริเวณนี้เท่านั้น การว่ายน้ำนอกบริเวณธงถือเป็นการกระทำที่เสี่ยงอันตรายและไม่เคารพต่อคำเตือนด้านความปลอดภัย รวมถึงหากไปชายหาดไหนที่มีการปักธงแดง (Red Flag) แสดงว่า อันตราย ห้ามลงเล่นน้ำโดยเด็ดขาด และ ธงเหลือง (Yellow Flag) แสดงว่า ควรระวังอันตราย อาจมีกระแสน้ำแรงหรือคลื่นใหญ่ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ ทางที่ดีหลีกเลี่ยงดีที่สุด

25. กีฬาคือสิ่งที่อยู่ในสายเลือดของชาวออสซี่

      ถ้าอยากสร้างความสนิทสนมกับชาวออสซี่ให้มากขึ้น ลองชวนคุยเรื่องกีฬา เพราะกีฬาไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมยามว่างแต่เป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ชาวออสเตรเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AFL (Australian Rules Football), NRL (Rugby League), และ Cricket ซึ่งเป็นเหมือนศาสนาของบางคน การที่คุณแสดงความสนใจในสิ่งนี้ หมายความว่าคุณกำลังแสดงความสนใจในตัวตนของพวกเขาด้วย ถ้าคุณไม่คุ้นเคยกับกีฬาเหล่านั้นจริง ๆ  ลองใช้คำถามง่าย ๆ  ที่แสดงถึงความสนใจ เช่น "ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจกีฬา 'Footy' (AFL/NRL) มากนัก คุณช่วยอธิบายกติกาหลัก ๆ  ให้ฟังได้ไหม?” หรือหากพอเข้าใจเกมส์กีฬาลองชวนคุยแมทช์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น "คุณคิดว่าการแข่งขัน State of Origin ปีนี้ ทีมไหนจะชนะ?”

*เป็นการแข่งขันรักบี้ลีกระหว่างรัฐนิวเซาท์เวลส์ (Blues) และควีนส์แลนด์ (Maroons)

 

เพราะออสเตรเลียเป็นมากกว่าแค่จุดหมายปลายทางที่สวยงาม แต่เป็นประเทศที่มีกฎเกณฑ์ มารยาท และวัฒนธรรมเฉพาะตัวของผู้คนอันหลากหลาย การเข้าใจความแตกต่างเล็ก  ๆ  น้อย ๆ เหล่านี้ จะไม่เพียงช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด แต่ยังช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อและสนุกไปกับชีวิตของชาวออสซี่ได้อย่างแท้จริง

ขอให้คุณโชคดีในการผจญภัยในดินแดน Down Under!