ฤดูร้อนออสเตรเลียคือช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสีสัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมริมชายหาด เทศกาลต้อนรับปีใหม่ และเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนฃออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นทวีปที่มีอุณหภูมิพุ่งสูงจนเกิดคลื่นความร้อนและความเข้มข้นของรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่ติดอันดับโลก วันนี้มาทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยหน้าร้อนที่ช่วยให้คุณไม่เพียงแค่รอดจากโรคภัย แต่ยังสนุกกับซัมเมอร์ออสซี่ได้อย่างเต็มที่ เพราะแสงแดดที่ออสเตรเลียอันตรายมากกว่าที่คุณคิด

 

อันตรายจากรังสี UV แสงแดด 

01.jpg

Image by freepik.com

      แสงแดดที่เราเห็นหรือความร้อนที่เรารู้สึกมาพร้อมกับรังสียูวี หรือ รังสีอัลตราไวโอเลต  ซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นแต่สามารถทำร้ายผิวของคุณได้โดยไม่รู้ตัว เพียงแค่ 15 นาทีที่สัมผัสกับรังสียูวีโดยไม่ได้รับการป้องกัน ก็อาจเริ่มทำร้ายผิวของคุณได้อย่างถาวร

ออสเตรเลียคือประเทศที่รับรังสียูวีเข้มข้นกว่าประเทศอื่น ๆ ในละติจูดเดียวกัน เพราะตั้งอยู่ใกล้กับรูโหว่ของชั้นโอโซนซึ่งกรองรังสียูวีน้อยกว่าปกติ รังสีเหล่านี้คือสาเหตุหลักของมะเร็งผิวหนัง (Skin Cancer) โดยชาวออสเตรเลียมากถึง 2 ใน 3 คนถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งผิวหนัง และมีผู้ชายเสียชีวิตจากมะเร็งผิวหนังเป็นจำนวนเกือบสองเท่าของผู้หญิงในแต่ละปี นับเป็นอันตรายใกล้ตัวมากกว่าสัตว์ร้ายที่พบในประเทศเสียอีก ดังนั้นสิ่งที่คุณควรรู้เมื่อต้องออกไปทำกิจกรรมด้านนอกคือ ค่า UV Index

UV Index คืออะไร?

ดัชนียูวีคือการวัดค่าความเข้มข้นของรังสียูวีในแต่ละพื้นที่และแต่ละวัน โดยสามารถวัดผลได้ค่าต่อไปนี้


ระดับ 1-2 = ต่ำ
ระดับ 3-5 = กลาง
ระดับ 6-7 = สูง
ระดับ 8-10 = ค่อนข้างสูง
ระดับ 11 เป็นต้นไป = สูงมาก 


หากค่ายูวีสูงกว่าระดับ 3 เป็นต้นไป มีความเสี่ยงทำร้ายผิวและอาจส่งผลต่อโรคมะเร็งผิวหนังได้ในระยะยาว สามารถตรวจสอบค่าดัชนียูวีรายชั่วโมงผ่านแอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศที่มาในโทรศัพท์ของคุณ หรือแอปพลิเคชันหน่วยงานประเทศออสเตรเลีย เช่น Bureau of Meteorology, SunSmart Global UV ก่อนออกจากบ้าน 

ทุกคนจำเป็นต้องได้รับแสงแดดเพื่อสร้างวิตามินดี ซึ่งช่วยในการดูดซึมแคลเซียมเพื่อกระดูกที่แข็งแรงและมีสุขภาพดี แต่การได้รับรังสียูวีจากแสงแดดโดยไม่ได้รับการป้องกันอาจทำให้ผิวหนัง ดวงตา และระบบภูมิคุ้มกันเสียหายได้ นอกจากนี้ยังอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้อีกด้วย ดังนั้นเราจึงต้องมีตัวช่วยสำคัญที่ป้องกัน นั่นคือครีมกันแดด

 

เลือกซื้อเลือกใช้ครีมกันแดดอย่างไรให้เหมาะสม

02.jpg

AI-generated by freepik.com

      เพราะการทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ช่วยสร้างประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งผิวหนัง หากคุณกำลังเลือกซื้อครีมกันแดดสักยี่ห้อ แต่ละบนบรรจุภัณฑ์มักระบุระดับการปกป้องผ่านค่า SPF, ค่า PA เพื่อปกป้องจากรังสี UVA และ UVB โดยแต่ละชื่อนั้นมีความหมายต่อไปนี้

  • รังสี UVA คือรังสีที่แทรกซึมลึกเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้เกิดความแห้งและเหี่ยวย่น จะสังเกตว่าผิวของคนที่ไม่ทาครีมกันแดดจะมีริ้วรอยก่อนวัย และการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งผิวหนัง
  • รังสี UVB คือสาเหตุหลักของการผิวไหม้ (Sunburn) และความเสียหายของ DNA ที่นำไปสู่มะเร็งผิวหนัง
  • ค่า SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor คือค่าความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสี UVB ในการปกป้องผิวจากอาการไหม้แดดจากกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ว่ายน้ำ หรือตากแดดนาน ๆ คุณควรเลือก SPF 50+  เพื่อการป้องกันที่ครอบคลุมและกรองรังสี UVB ได้ประมาณ 98% แต่ถ้าสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป SPF 30 จะป้องกันรังสี UVB ได้ประมาณ 97% จะเหมาะสมกว่า
  • ค่า PA  ย่อมาจาก Protection Grade of UVA คือค่าของประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสี UVA เป็นสาเหตุหลักของริ้วรอยก่อนวัย จุดด่างดำ และความหมองคล้ำ โดยไล่ระดับระดับการป้องกันไปตั้งแต่ PA+ ถึง PA++++ ซึ่งในชีวิตประจำวันเหมาะกับ PA+++, PA++++ เพื่อการปกป้องที่ดีที่สุด

เพื่อการปกป้องที่ครอบคลุมทั้งรังสี UVA และ UVB มองหาครีมกันแดดที่ระบุบนฉลากว่า “Broad Spectrum” หรือ “UVA/UVB Protection” อย่าลืมว่าครีมกันแดดทุกชนิดไม่ได้มีส่วนผสมเหมือนกัน ดังนั้นควรเลือกใช้ตามความเหมาะสมที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์

03.jpg

Image by Anastasia Kazakova on freepik.com

การทาครีมกันแดดเพื่อการปกป้องที่ดีที่สุด ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้

  1. ทาครีมกันแดด 20 นาทีก่อนออกกลางแจ้ง
  2. ใช้ครีมกันแดดประมาณ 7 ช้อนชา สำหรับทาทั่วร่างกายของผู้ใหญ่ อย่างน้อย 1 ช้อนชาสำหรับแขน ขา ด้านหน้า หลัง ใบหน้า/คอ/หู
  3. ทาให้ทั่วผิวหนังที่สัมผัสกับแสงแดด อย่าลืมบริเวณหูและหลังมือของคุณด้วย
  4. ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง และทันทีหลังจากว่ายน้ำ เหงื่อออก หรือเช็ดตัว

การเก็บรักษา : ควรเก็บครีมกันแดดในอุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียสในที่เย็นและมืด ไม่ควรเก็บไว้ในรถยนต์ในสภาพร้อนจัด หากเก็บครีมกันแดดไม่ถูกต้องส่วนผสมของน้ำมันและน้ำจะเริ่มแยกตัวทำให้เกิดเนื้อสัมผัสที่หยาบและเป็นก้อน แถมยังลดประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีอีกด้วย

โดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่สามารถใช้ครีมกันแดดได้โดยไม่มีปัญหา แต่ถ้าพื้นฐานเป็นคนผิวแพ้ง่ายควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้บนผิวหนังบริเวณเล็ก ๆ สังเกตดูว่ามีรอยแดง คัน หรือระคายเคืองหรือไม่ ก่อนที่จะใช้กับส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ตรวจสอบฉลากเพื่ออ่านส่วนผสม และควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมที่เหมาะสมกับสภาพผิว

Tips : คนที่มีผิวแพ้ง่ายอาจจะเลือกครีมกันแดดที่เรียกว่า Physical Sunscreens เป็นครีมที่สร้างชั้นฟิล์มบนผิวเพื่อสะท้อนรังสียูวีออกไป มีส่วนผสมหลักคือ Zinc Oxide และ/หรือ Titanium Dioxide ซึ่งอาจทิ้งคราบขาวบนผิว

ทุกวันนี้ไม่มีครีมกันแดดใดที่สามารถป้องกันรังสียูวีได้ 100% ดังนั้นคุณควรปกป้องแดดร่วมกับปัจจัยอื่นไปพร้อมกัน เช่น สวมหมวกปีกกว้าง, สวมเสื้อผ้าและแว่นกันแดด และการอยู่ในที่ร่ม เพื่อให้จำง่ายยิ่งขึ้น มาเรียนรู้ผ่านแคมเปญ 5S กัน

 

แคมเปญ "Slip, Slop, Slap, Seek, Slide" 

 

04.png

Image by cancer.org.au

     หากคุณอยู่และเติบโตในออสเตรเลียในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา คุณคงคุ้นเคยแคมเปญ Slip, Slop, Slap อันโด่งดัง ที่บอกเล่าเรื่องราวการปกป้องผิวให้ชาวออสเตรเลียที่ไม่ใช้แค่ทาครีมกันแดดแล้วออกจากบ้านได้เลย แต่ต้องมี 5 ขั้นตอนสำคัญในการปกป้องผิวให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

Slip on a Shirt : สวมเสื้อผ้าป้องกันแสงแดด เสื้อผ้าบางชนิดอาจมีค่า UPF (Ultraviolet Protection Factor) หรือค่าป้องกันรังสียูวี ซึ่งเป็นตัวรับประกันว่าเนื้อผ้าสามารถป้องกันรังสียูวีได้มากน้อยเพียงใด และควรมีแขนยาวเพื่อปกป้องบริเวณไหล่และหลังคอซึ่งเป็นจุดที่ถูกแดดเผาได้ง่ายที่สุด 

Slop on Sunscreen :  ทาครีมกันแดดเป็นประจำ แม้ SPF 30 ก็เพียงพอ แต่ในออสเตรเลียผู้คนจำนวนมากเลือกใช้ SPF 50+ เพื่อการป้องกันที่ยาวนานและครอบคลุมกว่า 

Slap on a Hat : สวมหมวกปีกกว้างหรือหมวกที่บังแดดใบหน้า จมูก คอ และหู ซึ่งเป็นจุดที่มักเกิดมะเร็งผิวหนัง

Seek Shade : เข้าที่ร่มหลบแดดบริเวณใต้ต้นไม้หรือใช้ร่มกันแดดที่มีค่ายูพีเอฟ สูง ร่มเงาช่วยลดรังสียูวี

Slide on Some Sunglasses : สวมแว่นกันแดดที่ระบุว่าป้องกันรังสียูวีได้ 100% หรือมีค่า EPF (Eye Protection Factor) สูง เพราะรังสียูวีสามารถทำลายกระจกตาและเร่งการเกิดต้อกระจกนำไปสู่ปัญหาการมองเห็น

หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 10:00 น. ถึง 16:00 น. โดยเฉพาะช่วงเที่ยงตรงถึงบ่ายสองเพราะเป็นช่วงที่แสงแดดค่อนข้างแรง แต่ควรเลือกเวลาเช้าตรู่ไม่เกิน 10:00 น. และหลัง 16:00 น. จนถึงพระอาทิตย์ตก อย่างไรก็ตามอย่าลืมตรวจสอบอุณหภูมิล่วงหน้าผ่านแอพฯพยากรณ์อากาศบนโทรศัพท์ของคุณทุกครั้ง

 

เตรียมร่างกายให้พร้อมสู้กับความร้อน

05.jpg

Image by Freepic.diller on freepik.com

      อากาศที่ร้อนจัดในหน้าร้อนออสเตรเลียสามารถนำไปสู่อาการเจ็บป่วยโดยคาดไม่ถึง ตั้งแต่การขาดน้ำจนถึงภาวะลมแดด (Heat Stroke) แม้ว่าอากาศจะไม่ร้อนอบอ้าวเท่าประเทศไทยแต่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ มีอาการบ่งบอกอะไรที่คุณควรทราบเพื่อสังเกตตัวเองและคนรอบข้างก่อนที่จะเกิดภาวะอันตรายต่อร่างกายบ้าง

สิ่งที่ช่วยทำให้จัดการอุณหภูมิร่างกายจากภายในได้ง่ายที่สุดนั่นคือ การดื่มน้ำเปล่า อย่าดื่มน้ำในปริมาณมากครั้งเดียวแต่ควรจิบน้ำในตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทุกชั่วโมงเมื่อทำกิจกรรมกลางแจ้ง

หากเมื่อร่างกายมีการขับเหงื่อเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องวิ่งทางไกลนาน ๆ หรืออยู่กลางแจ้ง ร่างกายจะสูญเสียเกลือแร่ (อิเล็กโทรไลต์) เช่น โซเดียมและโพแทสเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท หากกิจกรรมนั้นเกินหนึ่งชั่วโมงหรือมีเหงื่อออกมาก ควรสลับมาดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ทดแทนน้ำเปล่า เพื่อรักษาสมดุลของแร่ธาตุในร่างกาย

ส่วนเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่างเช่นกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลัง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น แม้ว่าดื่มในครั้งแรกหลังจากอาการเหนื่อยจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นมีแรงก็จริง แต่ในระยะยาวมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ ซึ่งเร่งให้เกิดการขาดน้ำและทำให้หลอดเลือดขยายตัวอีกด้วย ยิ่งทำให้รู้สึกร้อนมากขึ้นและเร่งอัตราการเต้นของหัวใจ อย่างไรก็ตามหากร่างกายมีภาวะขาดน้ำควรมองหาน้ำเปล่าหรือน้ำเกลือแร่ก่อน เพื่อสร้างสมดุลภายในร่างกายให้เหมาะสมเสียก่อน

สิ่งที่ร่างกายบ่งบอกว่าคุณอยู่ในภาวะขาดน้ำ (Dehydration):  อาการที่เกิดขึ้นได้ มีตั้งแต่ เวียนศีรษะ, เหงื่อออกมาก, คลื่นไส้, ตัวเย็น, ชีพจรเต้นเร็วและอ่อน, ตะคริวกล้ามเนื้อ(Heat Cramps) หากรุนแรงสามารถเกิดภาวะลมแดด (Heat Stroke) ซึ่งอันตรายต่อร่างกาย

หากคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้ควรรีบพักในที่ร่ม, จิบน้ำเกลือแร่, นวดกล้ามเนื้อเบาๆ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรปลดเสื้อผ้าออกเพื่อระบายความร้อนภายใน, ประคบเย็นและดื่มน้ำ หากอาการไม่ดีขึ้นรีบโทร 000 ทันที นำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน อีกสิ่งที่มักมองข้ามคือการสะท้อนของพื้นผิวโดยเฉพาะผิวน้ำ พื้นทราย และคอนกรีตสามารถสะท้อนรังสียูวีได้เพิ่มถึง 10-25% ทำให้คุณได้รับรังสีแม้จะอยู่ใต้ร่มหรือร่มชายหาด ดังนั้นควรเพิ่มการป้องกันเสมอเมื่ออยู่ใกล้แหล่งสะท้อนเหล่านี้

 

นี่คือวิธีที่ช่วยป้องกันแสงแดดได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ก็ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มป้องกันอันตรายจากแสงแดด โดยเฉพาะที่คุณต้องใช้เวลากลางแจ้งในหน้าร้อนไม่ว่าจะทำงาน ตกปลา เล่นเซิร์ฟ หรือเดินป่า สิ้นปีนี้วางแผนออกไปท่องเที่ยวแล้ว อย่าลืมวางแผนการปกป้องอันตรายแดดในหน้าร้อน เตรียมพร้อมเพื่อประสบการณ์ท่องเที่ยวในฤดูร้อนออสเตรเลียของคุณได้อย่างสนุกและปลอดภัย

 

อ้างอิง :

  • www.cancer.org.au
  • www.eucerin.co.th
  • theconversation.com