คนออสเตรเลียขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ขันและชอบสร้างธรรมเนียมหลุดโลกในโอกาสพิเศษ โดยเปลี่ยนเรื่องซีเรียสให้กลายเป็นวัฒนธรรมเฉพาะตัวได้อย่างน่าสนใจ ตั้งแต่การยกดื่มจากรองเท้า จนไปถึงการโยนเหรียญเสี่ยงทายที่ให้เล่นได้อย่างถูกกฎหมายเฉพาะแค่วันเดียวของปี

วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกธรรมเนียมสุดเพี้ยนของชาวออสซี ที่คนนอกเห็นแล้วต้องเกาหัว แต่คนในพื้นที่บอก 'No worries!’ พับภาพจำทางการในหนังสือท่องเที่ยวเก็บไปก่อน แล้วมาเจาะลึกประเพณีสุดแปลกเหล่านี้ไปด้วยกัน

01.jpg

photo by manofmany.com

ทู-อัพ (Two-Up) เกมโยนเหรียญเสี่ยงทายหัว-ก้อยระดับตำนาน

      กิจกรรมเสี่ยงทายที่ได้รับข้อยกเว้นให้เล่นได้อย่างถูกกฎหมายตามผับและคลับเฉพาะในวันแอนแซก (ANZAC Day) เพื่อรำลึกถึงทหารออสเตรเลียในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นเกมที่ทหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (ANZAC) นิยมเล่น Two-Up กันอย่างแพร่หลายในแคมป์ฝึกและแนวหน้าสนามรบ เพื่อผ่อนคลายความเครียดและสร้างความสนิทสนมในหมู่เพื่อนทหาร

เกมออกแบบมาอย่างเรียบง่าย มีเพียง Kippa (ไม้โยน), เหรียญเพนนีบรอนซ์ (Pennies) 2 เหรียญ (บางสถานที่ใช้ 3 เหรียญ) โดยคนโยน หรือ Spinner ต้องวางเงินเดิมพันตรงกลางวงว่าเหรียญจะออกหัวหรือก้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนผู้เล่นรอบวง (Punter) คนหนึ่งจะรับเดิมพันของคนโยนโดยวางเงินเท่ากันลงตรงกลางว่าเหรียญจะออกตรงกันข้ามกับที่คนโยนทำนาย ส่วนผู้เล่นคนอื่นๆ รอบวงสามารถจับคู่แทงข้างนอกกันเองได้

คนโยนวางเหรียญลงบนคิปป้าแล้วเหวี่ยงขึ้นกลางอากาศ โดยถ้าออกหัวทั้งคู่ (Two Heads) คนโยนชนะ ได้รับเงินเดิมพันทั้งหมด , ออกก้อยทั้งคู่ (Two Tails) คนโยนแพ้ ผู้รับเดิมพันฝั่งก้อยเป็นฝ่ายชนะ และถ้าออกหัว 1 ก้อย 1 (Odds / Split) ถือว่าเสมอ ต้องทำการโยนใหม่จนกว่าจะออกหน้าเดียวกันทั้งสองเหรียญ

02.jpg

photo by independent.co.uk

ชูอี้ (Shoey) ธรรมเนียมยกดื่มฉลองจากรองเท้า

      หากคุณไปร่วมในงานฉลองชัยชนะการแข่งขันกีฬา คอนเสิร์ต หรือวันเกิด คนออสซีมีธรรมเนียมสุดเพี้ยนคือการเทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในรองเท้าที่เพิ่งถอดจากเท้าตัวเอง (หรือของเพื่อน) แล้วยกดื่มจนหมดเพื่อแสดงความสะใจและความเป็นกันเอง ... ไม่ต้องตกใจไป เพราะนั่นคือ ‘Shoey’ ธรรมเนียมปาร์ตี้สุดเพี้ยนที่แสดงถึงความสนุกสนานและเป็นกันเอง

การดื่มเบียร์จากรองเท้ามีจุดเริ่มต้นในเยอรมนีช่วงปี 1800 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีเรื่องเล่าว่าทหารเยอรมันจะส่งต่อรองเท้าบูทหนังที่บรรจุเบียร์ไว้ เพื่อความโชคดีก่อนการรบ ธรรมเนียมสุดแหวกนี้ถูกส่งต่อมายังกลุ่มสเกตบอร์ดและพังก์ร็อกในออสเตรเลีย ในช่วงประมาณปี 2010 ก่อนจะลุกลามมายังกลุ่มนักโต้คลื่น กิจกรรมสุดเพี้ยนนี้ถูกยกระดับจากปาร์ตี้ใต้ดินขึ้นมาสู่การแข่งขันกีฬาระดับโลก เมื่อ Daniel Ricciardo นักแข่งรถ F1 ชาวออสเตรเลีย นำไปทำบนโพเดียมฉลองชัยชนะในปี 2016  จนถึงทุกวันนี้ยังมีคนดังและศิลปินระดับโลกหลายคนที่ไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ออสเตรเลีย มักจะถูกแฟนเพลงเชียร์ให้ทำ Shoey บนเวทีอย่าง Post Malone, Harry Styles และ Lizzo  ก็เคยทำโชว์บนเวทีคอนเสิร์ตที่ออสเตรเลีย ชูอี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการฉลองชัยชนะแบบดิบๆ สะใจ และเป็นกันเองตามสไตล์ชาวออสซี่ที่ใครก็ทำได้ แม้จะสร้างความกังวลใจในเรื่องสุขอนามัยก็ตาม

03.jpeg

03-2.jpeg

photo by mulletfest.com.au

Mulletfest เทศกาลฉลองทรงผมมัลเล็ต

      เทศกาลที่เฟ้นหาคนที่มีทรงผมรากไทรที่ถูกมองว่า "เชยที่สุด" กลายเป็นทรงที่มีสไตล์ที่สุด โดยมีการแบ่งรางวัลหลายหมวดหมู่ ตั้งแต่มัลเล็ตรุ่นจิ๋วไปจนถึงรางวัลมัลเล็ตระดับสากล รายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานยังนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการวิจัยโรคมะเร็งสมองอีกด้วย

การประกวดนี้ กำเนิดคิดค้นโดย Laura Johnson เจ้าของผับในเมือง Kurri Kurri รัฐนิวเซาท์เวลส์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น หลังจากโรงงานถลุงอลูมิเนียมและอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ปิดตัวลง

งานนี้รวบรวมผู้คนนับพันจากทั่วโลกพร้อมใจกันมาอวดเรือนผมสุดพิสดาร ปัจจุบันเทศกาลนี้เติบโตจนกลายเป็นกิจกรรมระดับประเทศที่มีการเดินสายจัดประกวดรอบคัดเลือกตามเมืองต่าง ๆ ที่เรียกว่า Mulletfest on Tour ก่อนจะกลับมาจัดรอบชิงชนะเลิศเพื่อหาแชมป์โลกทรงผมมัลเล็ต นอกจากความสนุกสนานแล้ว ผู้เข้าแข่งขันสามารถส่งทรงผมเข้าประกวดได้ตามหมวดหมู่ที่หลากหลาย เช่น

  • Everyday & Rookie: ทรงมัลเล็ตแบบคลาสสิกที่แต่งทรงดูดีในชีวิตประจำวัน
  • Grubby & Extreme: ทรงมัลเล็ตแบบดิบ ๆ แปลกแหวกแนว หรือจัดเต็มขั้นสุด
  • Ranga: หมวดหมู่เฉพาะสำหรับผู้ที่มีผมมัลเล็ตสีแดงธรรมชาติ
  • Vintage & Ladies: สำหรับผู้เข้าแข่งขันอายุ 50 ปีขึ้นไป และหมวดหมู่สำหรับผู้หญิง
  • Junior: หมวดหมู่สำหรับเด็กและวัยรุ่น โดยแบ่งตามช่วงอายุตั้งแต่เด็กวัยหัดเดินไปจนถึงวัยรุ่น
  • International: สำหรับผู้เข้าแข่งขันจากต่างประเทศที่เดินทางมาโชว์ทรงผมโดยเฉพาะ

คณะกรรมการจะให้คะแนนจากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่ความยาวหรือความหนาของเส้นผมเท่านั้น แต่รวมถึง โครงสร้างทรงผม ความเงางาม ความคิดสร้างสรรค์ และการนำเสนอตัวเองบนเวที ของผู้เข้าแข่งขันด้วย โดยรอบไฟนอลในปีนี้จัดขึ้นวันที่ 5 ธันวาคม ที่งาน Hebburn Motorsport Park ในเมือง Kurri Kurri นั่นเอง

ความนิยมในทรงผม Mullet ในออสเตรเลียเริ่มต้นขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 เมื่อกระแสป๊อปร็อกเฟื่องฟู แต่สิ่งที่ทำให้ Mullet ไม่เคยหายไปจากออสเตรเลีย คือการเข้าไปผูกโยงกับวัฒนธรรมชนชั้นแรงงานหรือกลุ่มที่เรียกว่า "Tradies" รวมกับนิยามความเป็น "Bogan" หรือวิถีชีวิตแบบลุยๆ ไม่ยึดติดกับขนบสังคม ทรงผมนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความติดดิน ความมีอารมณ์ขัน และการปฏิเสธความเนี้ยบแบบเมืองหลวงอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนจิตวิญญาณแบบออสซีที่แท้จริงจนถึงทุกวันนี้

04-1.jpeg

photo by en.wikipedia.org/wiki/Goon_of_Fortune

Goon of Fortune ราวตากผ้าเสี่ยงโชค

      หรือมีอีกชื่อที่เรียกว่า "Wheel of Goon" เกมปาร์ตี้สุดฮิตตามบ้านและหอพักนักศึกษา โดยนำถุงไวน์ราคาถูกที่ภาษาออสซีตั้งชื่อเรียกว่า “Goon” มาหนีบไว้กับราวตากผ้าแบบหมุน (Hills Hoist) ซึ่งเป็นไอเทมที่มีบนสนามหญ้าแทบจะทุกบ้าน จากนั้นผู้เล่นจะนั่งล้อมรอบแล้วหมุนราวตากผ้า เมื่อราวหยุดหมุนถุงไวน์ไปหยุดตรงหน้าใคร ผู้ที่โชคดี (หรือโชคร้าย) จะต้องนอนหงายหรือคุกเข่าเงยหน้าขึ้น โดยห้ามใช้มือจับถุงไวน์ แล้วให้เพื่อนที่ยืนข้างๆ เป็นคนช่วยเปิดก๊อกไวน์ไหลลงปากหรือจะเปิดเองโดยตรง ภาษาออสซี่เรียกว่า "Skull" เล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าไวน์จะหมดถุง หรือเล่นจนเหลือคนสุดท้ายที่ยังยืนไหว ส่วนใครที่ขอถอนตัวหรือดื่มต่อไม่ไหวจะถูกคัดออกจากการแข่งขันทันที เมื่อดื่มกันจนไวน์หมดถุงแล้ว ถุงฟอยล์เปล่าๆ จะไม่ถูกทิ้งเปล่า ประเพณีออสซี่คือจะเป่าลมเข้าไปในถุงให้โป่งพอง แล้วเอามาใช้หนุนนอนราบไปกับพื้นสนามหญ้า เป็นกิจกรรมที่เอาของที่มีอยู่หลังบ้านมาผนวกกับคนออสซีชอบดื่มได้อย่างแปลกประหลาด

05-1.jpg

photo by globalnews.ca

Democracy Sausage ไส้กรอกแห่งประชาธิปไตย

      การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในออสเตรเลียเป็นสิ่งที่บังคับตามกฎหมาย แต่ชาวออสซีเปลี่ยนวันซีเรียสให้กลายเป็นงานเทศกาลกินไส้กรอก โดยแทบทุกหน่วยเลือกตั้งตามโรงเรียนหรือโบสถ์จะมีการตั้งเตาปิ้งไส้กรอกเสียบไม้หรือห่อด้วยขนมปังแผ่น โปะหัวหอมผัดและซอสมะเขือเทศเพื่อหารายได้เข้าชุมชน จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนต้องถ่ายรูปติดแฮชแท็ก #DemocracySausage หลังลงคะแนนเสร็จ

ธรรมเนียมกินไส้กรอกถูกเริ่มต้นช่วงปี 1980 จากการที่สมาคมผู้ปกครองและครูตั้งร้านขายไส้กรอกหน้าคูหาเลือกตั้งตามโรงเรียนประถม  ซึ่งสถานที่ลงคะแนนเสียงหลายแห่งตั้งอยู่ที่โรงเรียน หอประชุมในชุมชน และโบสถ์ ทำให้มีคนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากในวันนั้นวันเดียว การจำหน่ายไส้กรอกหน้าคูหาจึงจัดขึ้นเพื่อหารายได้เพื่อชุมชนที่เป็นเจ้าภาพหน่วยเลือกตั้งมาต่อเนื่อง จนในช่วงทศวรรษ 2010 "ไส้กรอกประชาธิปไตย" กลายเป็นไวรัลที่ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ทำให้ธรรมเนียมการเปิดแผงขายไส้กรอกถูกขยายอย่างกว้างขวางจนกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมออสเตรเลียที่ต้องมีในวันเลือกตั้ง

นอกจากขนมปังไส้กรอกแบบมาตรฐานแล้ว หน้าคูหาบางแห่งยังมีอาหารอื่นๆ เช่น เค้กและเครื่องดื่ม หรือมีการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ด้วยการจำหน่ายอาหารที่ล้อเลียนกับชื่อนักการเมืองเพื่อเป็นสีสันของวันเลือกตั้ง และยังมีเว็บไซต์และบัญชีโซเชียลมีเดียที่จัดขึ้นเล่นๆ เพื่อช่วยให้ประชาชนค้นหาว่าหน่วยเลือกตั้งใดมีแผงขายของและจะมีอะไรจำหน่ายบ้าง จะได้เลือกสถานที่เลือกตั้งตามอาหารที่อยากกินได้อีก เรียกว่าเปลี่ยนวันที่แสนจะซีเรียสให้ไม่เครียดจนเกินไปตามสไตล์ออสซี

06.jpg

photo by superbutcher.com.au

Meat Tray Raffle จับสลากถาดเนื้อสดตามผับท้องถิ่น

      เป็นธรรมเนียมประจำเย็นวันศุกร์ตามผับท้องถิ่น ที่ลูกค้าเข้าร้านและซื้อตั๋วสลากราคาไม่กี่ดอลลาร์ เพื่อลุ้นรางวัลใหญ่ที่ไม่ใช่เงินสด แต่เป็น "ถาดเนื้อสัตว์สด" ที่ประกอบไปด้วยเนื้อสเต็ก ไส้กรอก เบคอน จากร้านขายเนื้อในชุมชนที่ยกมาขายในผับ เพื่อนำกลับไปทำปิ้งย่างมื้อค่ำช่วงเสาร์-อาทิตย์

ธรรมเนียมนี้เริ่มช่วงปี 1940s ถึง 1950s หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในผับและสโมสรทหารผ่านศึก (RSL) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสโมสรกีฬาชุมชนจับมือกับร้านขายเนื้อในพื้นที่ จัดสลากเสี่ยงโชคราคาถูกเพื่อระดมทุนช่วยเหลือทหารผ่านศึกและทีมกีฬาเด็กที่บาดเจ็บ เสียชีวิต หรือขาดแคลนทุนทรัพย์

ปัจจุบันธรรมเนียม "Meat Tray Raffle" ยังคงมีอยู่จริงอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผับตามแถบชานเมืองและต่างจังหวัด (Regional Australia) กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตยามเย็นของคนออสซีที่มีมายาวนาน เช่นที่ RSL Clubs และ Services Clubs คลับทหารผ่านศึกประจำเมืองแทบทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะช่วงเย็นวันพฤหัสบดี ศุกร์ และบ่ายวันอาทิตย์ ซึ่งรายได้จะนำไปสนับสนุนกิจกรรมกุศลในชุมชน โดยจะมีอาสาสมัครถือเล่มตั๋วเดินขายตามโต๊ะจิบเบียร์ ปัจจุบันมีการปรับรูปแบบให้หลากหลายขึ้น เช่น เพิ่ม Seafood Tray (ถาดอาหารทะเลสด), ถาดผักผลไม้ออร์แกนิก, ถาดไวน์กูร์เมต์ หรือใช้เนื้อสัตว์เกรดพรีเมียมจากร้านขายเนื้อคราฟต์เพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ รวมถึงบางแห่งเปลี่ยนมาใช้ระบบสแกนบาร์โค้ดและออกรางวัลผ่านจอทีวีดิจิทัล แต่หัวใจสำคัญของการร่วมมือกันเพื่อสังคมและบรรยากาศความสนุกสนานก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 

ดินแดนดาวน์อันเดอร์แห่งนี้คือศูนย์รวมของวัฒนธรรมและประเพณีสุดเพี้ยน ที่ผู้คนต่างชาติเห็นแล้วต้องเกาหัว ความเป็นเอกลักษณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความขี้เล่นเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์การสร้างชาติและจิตวิญญาณแห่งความชิลที่ไม่เคยตึงเครียดกับชีวิต ความสามารถในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นเรื่องสนุกเตือนให้ทุกคนรู้ว่า ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะเครียด มาสนุกกับเรื่องเล็กๆ รอบตัวกันดีกว่า

 

อ้างอิง

  • https://manofmany.com/culture/how-to-play-two-up
  • https://fightonomy.com/blogs/news/the-shoey-celebration-how-it-all-started
  • https://www.mulletfest.com.au/
  • https://en.wikipedia.org/wiki/Goon_of_Fortune
  • https://wakeup.com.au/blog/your-australia-day-guide-how-do-i-play-goon-of-fortune/
  • https://en.wikipedia.org/wiki/Democracy_sausage
  • https://en.wikipedia.org/wiki/Meat_raffle