ทำความรู้จักงานฟาร์มในควีนส์แลนด์​ ที่ชาว WAH ต้องอ่าน!

  • 0 ตอบ
  • 755 อ่าน
*

พา-ลา-เล่น

  • *****
  • 44
  • "พา"คุณไป"ลา" และออกไป"เล่น"ในบริสเบน
    • ดูรายละเอียด



      ผ่านพ้นไปไม่นาน สำหรับฤดูกาลกดโควต้าวีซ่า Work and Holiday (WAH) ประจำปี 2023 ในทุกปี ประเทศออสเตรเลียจะเปิดรับคนไทยจำนวน 2,000​ คน ที่มีอายุตั้งแต่ 18 จนถึง 30 ​ปี มาทำงานและท่องเที่ยวอย่างถูกกฎหมายเป็นเวลา 1 ปี เป็นวีซ่าที่เปิดโอกาสให้ใครที่อยากใช้ชีวิตในต่างประเทศนานกว่าท่องเที่ยวปกติ ได้มาเรียนรู้ในประเทศที่มีความหลากหลายทั้งผู้คนและวัฒนธรรม ในส่วนของขั้นตอนและเงื่อนไขต่างๆของวีซ่าประเภทนี้ วันนี้ผู้เขียนอาจจะไม่ได้เจาะลงลึกในบทความนี้ แต่สำหรับใครที่มีวีซ่าอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะวางแผนหางานทำในประเทศโดยเฉพาะงานฟาร์ม หรือใครที่มีแผนที่จะกดในปีหน้า อย่าพลาดที่จะมาอ่านบทความนี้



Photo by freepik.com


ทำไมต้องงานฟาร์ม?

      วีซ่าประเภทนี้เปิดโอกาสสำหรับเยาวชนไทยเข้ามาทำงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งงานส่วนใหญ่ที่มองหาเยาวชนต่างชาติ มักจะเป็นงานบริการ ไม่ว่าจะตามร้านอาหาร, โรงแรม หรือร้านนวด รวมไปถึงงานในฟาร์ม เช่น งานเก็บผลไม้, งานแพ็กสินค้าในโรงงาน เป็นต้น  ถึงแม้ว่าจะใช้กำลังกายและกำลังใจอย่างมาก แต่งานฟาร์มไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางด้านภาษาหรือวุฒิการศึกษา ก็ได้มาซึ่งรายได้ ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หาที่ไหนไม่ได้ ซึ่งไม่ได้เป็นงานที่มีแค่คนไทยสนใจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นงานที่วัยรุ่น Backpacker ต่างชาติ เข้ามาหาโอกาสทำงานเช่นกัน และถ้าทำงานครบ 88 วันแล้ว ยังสามารถยื่นเรื่องเพื่อขอต่อวีซ่าได้อีกด้วยนะ

ในปัจจุบันมีฟาร์มมากถึง 3,200 แห่งในควีนส์แลนด์ โดยทั่วไปแล้วฟาร์มแต่ละแห่งต้องการคนจำนวนจำกัดเพื่อช่วยในการเก็บเกี่ยวตามช่วงฤดูผลผลิต สิ่งที่เราเข้าไปทำนอกจากแรงงานคนเพื่อเก็บผลผลิต, เตรียมดิน, หว่าน, กำจัดวัชพืชแล้ว อาจต้องใช้แรงเครื่องจักรเพื่องานการเกษตร เช่น หัวตัดหรือการขับรถแทรกเตอร์และรถบรรทุก สำหรับงานในโรงงานโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มาก่อน ฟาร์มจะจัดเตรียมโปรแกรมการฝึกอบรมของตนเองอยู่แล้ว งานนี้ส่วนใหญ่เป็นงานทางกายภาพ และต้องทำกลางแจ้งในสภาพอากาศร้อน และเต็มไปด้วยฝุ่น ดังนั้นผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างหอบหืดหรือแพ้ฝุ่น อาจไม่เหมาะกับงานประเภทนี้


Photo by gostudy.com.au


เริ่มต้นงานฟาร์มที่ไหนดี

      เรามาทำความรู้จักพื้นที่เกษตรกรรมกันก่อน ในควีนส์แลนด์มีอยู่ 4 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ Central Highlands, Wide Bay-Burnett, Darling Downs และ South West ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคกลางและภาคใต้ของรัฐ ทั้ง 4 ภูมิภาค สามารถเก็บผลผลิตทั้งในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน พืชพันธุ์หลักที่เกิดผลผลิตในหน้าหนาว อันได้แก่ ข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์, ข้าวโอ๊ต และถั่วลูกไก่ (chickpeas) ส่วน ข้าวฟ่างและข้าวโพด ขึ้นได้ดีในช่วงหน้าร้อน ซึ่งพื้นที่บริเวณ Darling Downs และ South West เป็นพื้นที่ที่มีความต้องการแรงงานทั้งปี แต่ยังไม่พีคเท่า Central Highlands ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม เป็นช่วงเก็บเกี่ยวเยอะที่สุดของปีเลย ส่วนช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม ซึ่งเป็นหน้าหนาว ฟาร์มยังไม่เป็นที่ต้องการแรงงานมากเท่าที่ควร อย่างน้อยศึกษาช่วงเดือนฤดูกาล จะสามารถช่วยวางแผนการหางานฟาร์มได้

แน่นอนว่างานฟาร์มไม่ได้จำกัดแค่ในควีนส์แลนด์เพียงอย่างเดียว ในช่วง 1 ปีที่เราถือวีซ่านี้ เราสามารถย้ายไปทำงานฟาร์มยังรัฐอื่นๆตามช่วงฤดูกาลเหมาะสม อย่างในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน ต้องไปที่ New South Wales ส่วนรัฐ Western Australia ที่นอกจากงานฟาร์มที่ต้องการในช่วงเมษายน-กันยายนแล้ว ยังมีงานประมง, โรงกลั่นเหล้าองุ่น ซึ่งมีงานให้ทำตลอดทั้งปี ส่วน Victoria และ South Australia พีคสุดๆคือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน เป็นต้น



Photo by thecrazytourist.com


เมืองยอดนิยมสำหรับงานฟาร์ม เมืองแรกที่แนะนำคือ Bundaberg เมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนกลางของรัฐ ที่มีการปลูกผักผลไม้เป็นจำนวนมาก แถมยังมีผลผลิตให้เก็บแทบทั้งปี เมืองอยู่ห่างจากบริสเบนไปทางเหนือ 360 กิโลเมตรบนแม่น้ำ Burnett และห่างจากชายฝั่งเพียง 14 กิโลเมตร เป็นเมืองในเขตกึ่งเขตร้อนซึ่งมีฝนตกชุก และอุณหภูมิฤดูร้อนเฉลี่ยในแต่ละวันจะแตกต่างกันระหว่าง 20–30°C  Bundaberg เป็นย่านพืชสวนที่สำคัญและเป็นที่รู้จักในด้านการผลิตเหล้ารัมที่มีชื่อเสียง ที่เราอาจจะคุ้นกับชื่อยี่ห้อเครื่องดื่มจากชื่อเมืองนี้ ช่วงเดือนที่พีคสุดๆ อันได้แก่ช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงเก็บเกี่ยวสตรอว์เบอร์รีและผักบางประเภท และช่วงเดือนมกราคมสำหรับการเก็บเกี่ยวมะม่วง

สถานที่ท่องเที่ยวในเมือง ได้แก่การไปตระเวนชิมเครื่องดื่ม และเรียนรู้กระบวนการทำในโรงกลั่นแท้ๆ ในโรงเบียร์ประจำเมือง Bundaberg Rum Distillery, Bundaberg Brewed Drinks หรือใครสายเที่ยวธรรมชาติ ต้องเกาะ Lady Elliott Island, Lady Musgrave Island National Park ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ Great Barrier Reef และ Barolin Nature Reserve สำหรับการเดินและปั่นจักรยานท่ามกลางต้นไม้อันร่มรื่น

อีกเมืองที่ยอดนิยมไม่แพ้กัน Bowen เมืองชายฝั่งที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตมะเขือเทศ ผัก และมะม่วงที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เป็นศูนย์กลางการเกษตรที่สำคัญของภูมิภาค แถมยังมีท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ที่ Port Denison ที่ใช้ในการขนถ่ายถ่านหิน เกลือ และปลาเพื่อการส่งออก ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวมะเขือเทศที่พีคสุดๆ ต้องช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม แต่ช่วงกลางปีตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงสิ้นปี ก็ยังมีเป็นต้องการสำหรับการเกี่ยวกับพืชผักเช่นกัน ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวบอกได้เลยว่าไม่มีคำว่าน่าเบื่อ เพียงขับรถขึ้นทางตอนเหนือก็ใกล้กับ Townsville เมืองแห่งการท่องเที่ยว หรือลงทะเลก็จะเจอกับเกาะ Whitsunday และเกาะรอบข้าง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตประจำรัฐเลย

และ Atherton Tablelands แม้ชื่อเมืองอาจจะไม่เป็นที่รู้จักมากเท่าไหร่ แต่ในด้านเกษตรกรรมที่นี่คือแหล่งปลูกพืชผักผลไม้ที่ดีอันดับต้นๆในด้านตอนเหนือของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นอะโวคาโด มะม่วง กล้วย ส้ม และอ้อยปริมาณมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนธันวาคม-มีนาคม



Photo by freepik.com


และก็ยังมีเมืองเล็กๆอย่าง Stanthorpe ทางตอนใต้ของรัฐควีนส์แลนด์ ประตูสู่รัฐที่นอกจากมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวแล้ว ที่นี่สามารถปลูกแอปเปิ้ลได้มากถึง 30 สายพันธุ์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน คนงานจะต้องปีนบันไดขึ้นไปเก็บแอปเปิ้ลสดๆจากต้น รวมไปถึงสตรอว์เบอร์รี่ที่ได้ผลผลิตมากมายในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน หรือจะเมือง Lockyer Valley แหล่งที่ได้รับสมญานามว่า ”ชามสลัดแห่งควีนส์แลนด์" เป็นเมืองที่สามารถผลิตผักและผลไม้หลากหลายชนิด เป็นสถานที่ที่ดีในการหางานทำสวนและทำฟาร์มผัก สุดท้ายเมือง Innisfail และ Tully เมืองมีชื่อเสียงในด้านการปลูกกล้วย ที่ขึ้นผลผลิตตลอดทั้งปี และต้องการคนเก็บกล้วยตลอดทั้งปีเช่นกัน



Photo by agrilabour.com.au


ช่องทางหางานฟาร์ม?

      ต้องยอมรับว่างานฟาร์ม เป็นงานที่ไม่ต้องใช้เงินและทักษะมาก เพียงแค่ใช้เวลาและร่างกาย และเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ทำให้เป็นงานที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง เช่น หลอกให้ผู้สนใจโอนเงินค่าดำเนินการเพื่อทำวีซ่างานฟาร์ม ซึ่งไม่มีอยู่จริง ดังนั้นใช้วิจารณญาณให้ดี หาข้อมูลเยอะๆ ซึ่งช่องทางการหา เริ่มต้นหนีไม่พ้นช่องทางออนไลน์ อย่างในเว็บไซด์หางาน gumtree.com.au, waytree.com/find-a-job/, www.seek.com.au, www.backpackerjobboard.com.au ที่จะมีนายจ้างมาตั้งกระทู้หาคนไปเก็บเกี่ยวผลผลิตเช่นกัน แต่ก็ต้องระวัง Scammers ด้วยนะ อีกช่องทางที่ดีไม่แพ้กันคือการติดต่อหาฟาร์มโดยตรงและปรึกษาคนที่มีประสบการณ์ ที่แนะนำกันมาแบบปากต่อปาก หรือจะถามตาม Backpacker Hostel ก็ยังได้เช่นกัน สุดท้ายแล้วควรใช้หลากหลายช่องทางประกอบการตัดสินใจ เช่น หากได้ยินชื่อฟาร์มมาจากเพื่อน ให้นำชื่อนี้มาค้นหาและติดต่อฟาร์มโดยตรง เป็นต้น

มีพืชผลหลากหลายชนิด ที่ปลูกได้ดีในรัฐควีนส์แลนด์ ตั้งแต่พืชเขตหนาวบริเวณเทือกเขาทางตอนใต้ ไปจนถึงพืชเขตร้อนทางตอนเหนือ และพืชที่ปลูกบนที่ราบขนาดใหญ่ทางตะวันตกของรัฐ รวมถึงแถบชายฝั่งทะเลก็มีโอกาสทำงานด้านพืชสวนมากมาย แน่นอนว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในชนบทห่างไกล ซึ่งมักมีสภาพอากาศเลวร้าย และไม่ได้มีความสะดวกสบายเท่ากับทำงานในเมืองใหญ่ แต่ประสบการณ์ที่ได้นั้นแสนคุ้มค่า ทั้งด้านการทำงานที่ได้พบปะเพื่อนๆหลากเชื้อชาติ รวมไปถึงการได้ออกไปท่องเที่ยวในที่ๆไม่เคยไป และที่สำคัญรายรับที่ได้มา คุ้มค่าเหนื่อยเลยทีเดียว

อ้างถึง
อ้างอิง :

https://www.workforceaustralia.gov.au/
https://www.oysterworldwide.com/news/best-place-to-do-farm-work-in-australia/
https://www.australia-backpackersguide.com/fruit-picking-seasons-australia/#Queensland
https://waytree.com/blog/backpackers-guide-to-finding-farm-jobs-in-queensland