แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - พา-ลา-เล่น

หน้า: [1]
1



อย่างที่เราทราบกันดี ว่าประเทศออสเตรเลียเป็นอีกหนึ่งในประเทศบนโลก ที่มีค่าแรงขั้นต่ำสูงเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุผลหลักของใครหลายคน ที่ตัดสินใจเลือกที่จะมาใช้ชีวิตที่ประเทศนี้ แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นเตรียมวีซ่า เรามาเตรียมตัวเตรียมใจ และเตรียมความพร้อมกันก่อนกับการสมัครงานที่นี่ ว่าเราต้องทำอย่างไรบ้าง ตามคำแนะนำง่ายๆ 4 หัวข้อต่อไปนี้


ที่มาภาพ : https://unsplash.com/@brookecagle

1.เข้าใจข้อบังคับการทำงาน ตามประเภทวีซ่า


เป็นอันดับแรกที่ค่อนข้างสำคัญเลย​ก่อนที่จะออกไปค้นหางาน เพราะประเภทวีซ่าที่เรามีนั้น ส่งผลต่อจำนวนชั่วโมงที่เราสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เราจะมาขอพูดถึง Student Visa (Subclass 500) กัน เชื่อว่าเป็นวีซ่าตัวแรกๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้น สิ่งที่ต้องพึงรู้ไว้นั่นคือ เราสามารถทำงานได้สูงสุด 40 ชั่วโมงต่อสองอาทิตย์ (fortnight) ไม่ว่าจะได้รับค่าจ้างหรือไม่ก็ตาม เพราะถ้ามากกว่านั้น นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว อาจจะทำให้เราไม่ได้โฟกัสที่การเรียนมากเท่าที่ควรนั่นเอง ส่วนใครที่ถือวีซ่าประเภทอื่นล่ะก็ สามารถเข้าไปค้นหารายละเอียดข้อบังคับได้ที่เว็บนี้เลย  https://immi.homeaffairs.gov.au/visas/already-have-a-visa/check-visa-details-and-conditions/see-your-visa-conditions#






ที่มาภาพ : https://unsplash.com/@rechaoktaviani

2.เตรียมหมายเลขผู้เสียภาษี  หรือ ขอใบอนุญาตตามประเภทของงาน




เมื่อรายได้เกินขึ้นภายในประเทศ ขั้นตอนต่อมาของผู้ทำงานคือการคำนวนรายรับเพื่อเสียภาษีนั่นเอง หลายๆบริษัท จำเป็นต้องมีการบันทึกเลข Tax Flie Number ของพนักงาน หรือที่เรียกกันโดยย่อว่า TFN คือหมายเลขที่ใช้ในการยื่นภาษี ในฐานะผู้ถือหนังสือเดินทางต่างประเทศอย่างเรา การได้มาของ TFN จำเป็นต้องทำการลงทะเบียนออนไลน์ด้วยตัวเอง สามารถเข้าไปดำเนินการได้ที่ www.ato.gov.au/individuals/tax-file-number/apply-for-a-tfn/ ซึ่งใช้เวลาดำเนินการ 28 วัน และสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราควรเก็บหมายเลขนี้เป็นความลับ ไม่ควรนำไปบอกต่อกับผู้อื่น ถ้าหากหมายเลขนี้ตกอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี มันจะสามารถนำพาไปยังข้อมูลส่วนตัวของเราได้ อย่างเช่นบัญชีธนาคาร เป็นต้น หากต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของการยื่นภาษีล่ะก็ สามารถอ่านบทความภาษาไทยต่อได้ในนี้เลย https://www.ato.gov.au/uploadedFiles/Content/CR/downloads/Other_languages/Tax_in_Australia_Thai.pdf 




ที่มาภาพ : https://unsplash.com/@yirage

ในบางประเภทงานเฉพาะทาง หมายเลข TFN อาจจะไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องทำการออกใบอนุญาตอื่นๆ เพื่อยื่นเข้าสมัครงานอีกด้วย โดยงานส่วนใหญ่ที่คนไทยนิยมเริ่มต้น นั่นก็คืองานร้านอาหาร บางร้านจะจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พนักงานร้านอย่างเรา (แม้ว่าจะเป็นเพียงคนล้างจานในร้านก็ตาม) จำเป็นต้องมีใบอนุญาตเสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยเช่นกัน ใบอนุญาตนี้เรียกว่า Responsible Service of Alcohol หรือเรียกสั้นๆว่า RSA ผู้สนใจจำเป็นต้องลงทะเบียนเรียน ซึ่งเป็นคอร์สระยะสั้นประมาณ 6 ชั่วโมง โดยเริ่มต้นเรียนรู้ตั้งแต่กฎหมายพื้นฐานเกี่ยวกับการจำหน่ายแอลกอฮอล์ รวมไปถึงการช่วยเหลือลูกค้าที่ไม่สามารถควบคุมการดื่มได้ เป็นต้น โดยสามารถสมัครเพื่อขอใบอนุญาตได้ตามสถาบันสอนที่ได้รับการรับรองจาก CRICOS (Commonwealth Register of Institutions and Courses for Overseas Students) เท่านั้น (แอบกระซิบด้วยว่ามีค่าสมัครด้วยนะ)






ที่มาภาพ : https://unsplash.com/@linkedinsalesnavigator

3.ค้นหา ค้นหา และ ค้นหา


เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาแรมเดือน (หรือบางคนเป็นปี) ด้วยซ้ำ กับการค้นหางานที่เราต้องการ รูปแบบการหางานสมัยนี้ ก็มีตั้งแต่การเดิน Walk-in เข้าไปสมัครด้วยตัวเอง กับการสมัครบนหน้าจอคอมฯที่บ้าน ส่วนตัวแนะนำให้ทำไปพร้อมกันทั้งสองช่องทาง (ซึ่งก็แล้วแต่ประเภทของงานด้วยนะ) จากประสบการณ์การหางานแรกของเรานั่นคืองานร้านอาหาร สิ่งแรกที่เราเริ่มต้น คือการมองหาร้านอาหารใกล้กับที่พัก หรือที่ๆเราสามารถเดินทางไปกลับได้เอง ในขณะเดียวกันก็ค้นหาร้านที่ประกาศรับสมัครพนักงานตามเว็บไซด์ และแน่นอน Website thaibrisbane.com เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ที่สามารถค้นหางานในบริสเบน รวมไปถึงฝากงานได้ฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย ส่วนตัวเราเคยใช้เว็บ sunqld.com ซึ่งงานส่วนใหญ่จะเป็นงานร้านนวด ร้านอาหารเอเชียใน Queensland ซะเป็นส่วนใหญ่ หรือหากต้องการค้นหาลักษณะงานที่กว้างขึ้น seek.com.au คือเว็บไซด์ยอดฮิตของประเทศเลยก็ว่าได้ หรือจะเป็น au.indeed.com เองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน หากใครมองหาสายงานออฟฟิศอยู่ล่ะก็ คงไม่มีใครไม่รู้จัก linkedin.com เว็บไซด์ที่เราสามารถฝากโปรไฟล์ประวัติการทำงานเราได้อย่างเต็มที่ เผื่อวันดีคืนดี อาจจะโอกาสดีๆ อาจจะตกมาที่เราก็ได้





ที่มาภาพ : https://unsplash.com/@linkedinsalesnavigator

4.นำเสนอตัวเองอย่างน่าสนใจและเป็นทางการ


ไม่ว่าจะสมัครงานที่ไหนก็ตาม ผู้ว่าจ้างของเราก็อยากจะรู้จักตัวเรา มากกว่าแค่การแนะนำตัวปกติ การบอกเล่าถึงความสามารถ ประสบการณ์ต่างๆหรือผลงานที่เราเคยทำสำเร็จ นับเป็นจุดดึงดูดสำคัญ ที่ทำให้ผู้ว่าจ้างอยากรับเราเข้ามาร่วมงาน ซึ่งการเตรียมตัวสมัครงาน โดยส่วนใหญ่จะมีอยู่สองหัวข้อหลักที่ต้องทำการบ้านให้พร้อม


หัวข้อแรก : เตรียมพร้อมเอกสารต่างๆ

เป็นมาตรฐานสากลกันแล้ว สำหรับการเตรียมเอกสารเพื่อใช้ในการสมัครงาน พื้นฐานเลยที่ทุกคนต้องมี นั่นคือ Resume กระดาษเพียง 1-2 แผ่น ที่บอกเล่าถึงประสบการณ์ ความสามารถของเรา เพื่อให้ผู้ว่าจ้างสนใจในครั้งแรก นำพาเราไปยังขั้นตอนต่อไปคือการสัมภาษณ์งาน ในบางบริษัทอาจจะต้องการเอกสารอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อความเป็นทางการ เช่น Cover Letter หรือจะเป็น CV ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนเคล็ดลับการเขียนเอกสารสมัครงานที่ดีนั้น ควรจะ “เรียบง่าย” “ตรงประเด็น”​ และ “ถูกต้องตามความเป็นจริง” นั่นเอง ตั้งใจเขียนกันให้ดีล่ะ


หัวข้อสอง : ตอบสัมภาษณ์อย่างมั่นใจ ชัดเจน และเป็นตัวของตัวเอง

เมื่อผ่านด่านแรกกับการยื่นเอกสารสมัครงานแล้ว หากผู้ว่าจ้างอ่านข้อมูลแล้วสนใจเราล่ะก็ ขั้นตอนต่อมาคือการสัมภาษณ์งาน พูดคุยกันเพื่อให้รู้จักตัวตน และทัศนคติของเราให้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงแนวทางการตัดสินใจผ่านสถานการณ์สมมติต่างๆ หากได้เข้ามาทำงานจริง บางครั้งก็ให้เราแชร์เรื่องราวที่เคยประสบพบเจอมา การตอบสัมภาษณ์ที่ดีนั้น เราต้องชัดเจนว่า เราเคยผ่านบทบาทอะไรในเหตุการณ์ใด, ความสำเร็จหรือจุดแข็งของเรา,​ ผลลัพธ์ที่เคยเกิดขึ้น และสิ่งที่อยากจะพัฒนาหรือท้าทายตัวเอง เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์มองเห็นตัวตนเราได้ชัดเจน และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือการเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้นเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อม นอนหลับพักผ่อน เพื่อความสดชื่นในวันสัมภาษณ์นั่นเอง




แท้จริงแล้ว การสมัครงานที่ออสเตรเลียนั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกับประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในประเทศไทย แต่สิ่งที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ คือมุมมองการรับคนเข้าทำงานของประเทศนี้ค่อนข้างเปิดกว้าง ในองค์กรใหญ่บางที่ เราสามารถพบเจอเพื่อนร่วมงานหลากหลายสัญชาติทำงานร่วมกัน เพราะความหลากหลายนี้เอง ทำให้วัฒนธรรมภายในองค์กรไม่น่าเบื่อ รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆเกิดขึ้นได้ดีอีกด้วย เป็นกำลังใจให้ทุกคนเจองานที่ถูกใจล่ะ

2



      หากพูดถึงเทศกาลและการเฉลิมฉลอง ภาพที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง คือการจัดตามวันสำคัญต่างๆ อาทิเช่น วันปีใหม่, วันคริสต์มาส, วันชาติออสเตรเลีย ฯลฯ แต่ถ้าขึ้นชื่อว่าประเทศออสเตรเลียแล้ว เทศกาลกับการสังสรรค์คงไม่ได้มีแค่ในวันสำคัญแน่นอน เพราะความสนุก (หรือความบ้าๆบอๆ) ของชาวออสซี่นั้นเกิดขึ้นได้ทุกวัน หรือแม้แต่การแข่งขันเองก็ตาม สามารถต่อยอดไปสู่เทศกาลใหญ่ในแต่เมืองเลยทีเดียว วันนี้เราจะมาแนะนำเทศกาลสุดแปลก ที่เชื่อว่าหลายคนคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีอยู่จริงบนโลกเลยก็ว่าได้


เทศกาลแข่งเรือกระป๋องเบียร์ The Darwin Lions Beer Regatta




ที่มาภาพ : weekendnotes.com


ที่มาภาพ : beercanregatta.org.au

      จากวัฒนธรรมการดื่มเบียร์ของชาวออสซี่ (ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มประจำชาติเลยก็ว่าได้) เกิดเป็นการแข่งขันสนุกๆ ที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ประดิษฐ์ผลงานเรือพายออกมา โดยที่โครงสร้างของเรือต้องมี “กระป๋องเบียร์” เป็นส่วนประกอบ กับกิจกรรมการแข่งเรือประจำปี จัดขึ้นที่ Mindil Beach ในเมือง Darwin ทางตอนเหนือของประเทศในช่วงเดือนกรกฎาคม กฎกติกาในการแข่งขันก็ง่ายๆ เรือของผู้เข้าแข่งขันต้องลอยอยู่เหนือน้ำโดยมีสมาชิกทีมนั่งอยู่ภายในเรือครบทุกคน ห้ามมีใครตกน้ำและเรือห้ามจม นอกจากจะได้เห็นไอเดียการออกแบบที่ใช้หลักฟิสิกส์ (หรือหลักความสวยงาม) ของเรือกระป๋องเบียร์ในแต่ละทีมแล้ว บรรยากาศและเสียงเชียร์ของผู้เข้าชมก็สร้างสีสันไม่แพ้กัน


เทศกาลแข่งคว้างปลาทูน่า Tumarama Festival




ที่มาภาพ : portlincoln.com.au

      ใช่...คุณอ่านไม่ผิด นี่คือการแข่งขว้างปลาทูน่า ที่จัดขึ้นช่วงอาทิตย์ของการเฉลิมฉลองวันชาติ Australia ในเดือนมกราคม วัตถุประสงค์ของงานนี้ไม่ใช่เอาสนุกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการให้ผู้คนในพื้นที่ ได้ตระหนักถึงถึงอุตสาหกรรมปลาทูน่าใน Port Lincoln ซึ่งเป็นทั้งสถานที่จัดกิจกรรม และเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมปลาทูน่ากระป๋องที่ใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรเลียนั่นเอง สิ่งที่น่าสนใจคือมีผู้เข้าแข่งขันที่สามารถขว้างทูน่าได้ไกลที่สุดถึง 30 กว่าเมตรเลยทีเดียว โดยปีหน้าจะจัดขึ้นในวันที่ 21-23 มกราคม 2022 ก่อนจะเตรียมตัวเข้าร่วม มาดูภาพบรรยากาศที่จัดขึ้นเมื่อปี 2016 ได้เลย




เทศกาลแข่งขันวิ่งขี่อูฐ Gold Lions Camel Cup Race



ที่มาภาพ : cloudfronteverfest.qcue.com

      มารู้จักกับอีกการแข่งขัน ที่ไม่ได้เป็นแค่การแข่งระหว่างมนุษย์ เพราะนี่คือการแข่งขันวิ่งอูฐ!? ใครจะไปคิดว่าอูฐ สัตว์ที่เดินเชื่องช้าในดินแดนทะเลทราย จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการประลองความเร็วได้ จากจุดเริ่มต้นแค่กิจกรรมเล็กๆ เพื่อความสนุกสนานของชาวบ้านในปี 1970 จัดอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นการแข่งขันประจำปีที่จัดยาวนานมากว่า 40 ปี ทำให้การแข่งขันวิ่งอูฐในทุกวันนี้ กลายเป็นเทศกาลที่ผู้คนต่างพูดถึงทั้งในประเทศและระดับโลก งานนี้คงจะจัดที่อื่นใดไปไม่ได้ นอกจากใจกลางประเทศอันแสนแห้งแล้งร้อนระอุอย่างที่ Blatherskite Park ในเมือง Alice Spring แม้ว่าจะเทียบงานแข่งม้าวิ่งแบบ Melbourne Cup ไม่ได้ แต่ขอบอกเลยว่า คุณจะไม่มีโอกาสเห็นการแข่งแบบนี้ ที่ไหนมาก่อนแน่นอน ยกเว้นที่ออสเตรเลีย


เทศกาลวิ่งเรือเทียม !? Henley on Todd Regatta



ที่มาภาพ : redhotarts.com.au

      ขอแนะนำอีกหนึ่งเทศกาลที่จัดที่ Alice Spring อีกครั้ง สนุกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความแหวกแนว นั่นคือการแข่งเรือ..แต่ เดี๋ยวก่อนนะ ที่ Alice Spring อยู่ใจกลางประเทศ ไม่ได้ทิศไหนที่ติดแหล่งน้ำหรือทะเลนิ...แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของการแข่ง เพราะเรือที่ใช้ในงานนั้น ไม่ใช่เรือปกติทั่วไป แต่เป็นเรือที่สร้างขึ้นมาแบบไม่มีท้องเรือ กล่าวคือให้มนุษย์อย่างเราๆ ใช้แรงขาในการเคลื่อนที่แทนน่ะสิ! นี่คืองานประจำปีที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีการแสดงและกิจกรรมต่างๆมากมายภายในงาน เป็นการใช้จุดแข็งของพื้นที่ นั่นคือความแห้งแล้งทางภูมิประเทศ นำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจและแตกต่าง ดึงดูดนักท่องเที่ยวอยากเดินทางเข้ามาสัมผัสความสนุกภายในงานนี้ ภายในงานจะสนุกแค่ไหน ดูได้จากวิดิโอด้านล่าง




เทศกาลปาองุ่น Throwing Of The Grape Festival



ที่มาภาพ : http://xpressmag.com.au

      หลังจากเป็นผู้เข้าชมผ่านมา 4 เทศกาลข้างต้น ครั้งนี้มาต่อกันที่เทศกาลที่ขอบอกเลยว่าใครๆก็สามารถเข้าร่วมได้ ไม่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง แต่เพียงใช้กำลังล้วนๆ กับการปาองุ่น โดยมีรูปแบบงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทศกาลปามะเขือเทศ (La Tomotina Tomato Festival) ที่ประเทศสเปน แต่ที่ Swan Valley คือพื้นที่รายล้อมไปด้วยไร่องุ่นทางตอนเหนือใจกลางเมือง Perth นั้น เต็มไปด้วยองุ่นที่เหลือจากการเก็บเกี่ยว จัดเตรียมไว้ให้แต่ละคนได้ปาใส่กันและกัน สร้างเสียงหัวเราะและความสนุกสนานกันไป




เทศกาลจัดแสดงงานศิลปะไหมพรมและดนตรีแจ๊ส Jumpers and Jazz Festival





ที่มาภาพ : jumpersandjazz.com.au, mustdobrisbane.com


      ใครว่างานฝีมือสุดน่ารักอย่างงานไหมพรมถัก กับดนตรีแจ๊สจะเข้ากันไม่ได้ แต่งานนี้ได้นำทั้งสองสิ่งเข้ามาไว้ด้วยกัน กับเทศกาลประจำเมือง Warwick ทางตอนใต้ของบริสเบนนั่นเอง ซึ่งภายในปีนี้ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 15-25 กรกฏาคม นอกจากจะมีดนตรีแจ๊สให้ฟังภายในงานตามจุดต่างๆในเมืองแล้ว ริมสองข้างทางภายในเมืองเอง มีการตกแต่งพื้นที่โดยงานศิลปะด้วยไหมพรม ห่อหุ้มต้นไม้ริมทางเรียงสีสัน หรือจะถักหุ้มสิ่งของในแต่มุม ให้เราได้แวะถ่ายรูปสวยๆ อีกทั้งยังกิจกรรม Workshop ตามสถานที่ต่างๆในเมือง อย่างเช่นใน Art Gallery ประจำเมือง ในช่วงเย็นๆเอง ก็จะมีดนตรีแจ๊สเพราะๆ ให้เราฟังพร้อมกับชื่นชมงานศิลปะเจ๋งๆริมทาง อย่าลืมใส่เสื้อไหมพรมให้ร่างกายอบอุ่นจากลมหนาวด้วยนะ อีกหนึ่งไฮไลต์ที่คนรักรถเก่าต้องชื่นชอบ นั่นคือการจัดแสดงรถยนต์วินเทจบนถนนเส้นหลักในเมือง เตรียมกล้องถ่ายรูป โพสท่าคู่กับรถสวยๆได้เลย





ที่มาภาพ : jumpersandjazz.com.au

แม้ว่าสถานการณ์โรคระบาดในประเทศยังคงขึ้นๆลงๆ กระทบต่อการจัดกิจกรรมและเทศกาลต่างๆทั้งในและประเทศ แม้ว่าบางกิจกรรมจะสามารถกลับมาจัดเป็นปกติแล้ว แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมรักษาสุขภาพและรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด เพื่อที่จะได้ออกไปสนุกกับงานต่างๆได้อย่างปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายล่ะ

3


      เชื่อว่าหนึ่งเหตุผลหลักที่ทำให้คนจากทั่วโลก ตัดสินใจใช้ชีวิตในประเทศออสเตรเลียระยะยาว นั่นคือความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับประเทศบ้านเกิด และอย่างที่ทราบกันดีว่า การชาวต่างชาติจะสามารถพำนักอยู่ในประเทศนี้ได้ยาวนั้น จำเป็นต้องมีวีซ่าเฉพาะทาง (หากตัดวีซ่าท่องเที่ยวไป​) หากพูดประเภทวีซ่าคร่าวๆ ก็มีตั้งแต่ วีซ่านักเรียน, วีซ่าทำงาน และวีซ่าแต่งงาน ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ต่างเริ่มต้นด้วยวีซ่าประเภทเหล่านี้กัน โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มจากศูนย์ ไม่มีทักษะหรือ Connection เฉพาะบุคคล การเริ่มต้นด้วยการศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลีย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจที่จะต่อยอดอนาคตที่ออสเตรเลีย เพราะนอกเหนือจะได้เรียนรู้ทักษะความรู้ ท่ามกลางบรรยากาศบ้านเมืองที่ดีแล้ว ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายนั่นเอง



ที่มาภาพ : noborders-group.com

      นอกจากการถือวีซ่านักเรียนแล้ว ยังมีวีซ่าอีกประเภทที่น่าสนใจ นั่นคือ Work and Holiday Visa (WAH) เป็นวีซ่าเพื่อการเริ่มต้นการทำงานและท่องเที่ยวในออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์โดยเฉพาะ แบบไม่มีเงื่อนไขผูกมัดเป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเปิดโอกาสสำหรับชาวไทยที่มีอายุ 18-30 ปี สามารถลงทะเบียนถือวีซ่าประเภทนี้ได้ ผ่านกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) โดยจะเปิดรับสมัครเพียงปีละครั้ง และมีจำนวนจำกัดอีกด้วย สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมต่อได้ที่ www.dcy.go.th

แม้ว่าวีซ่านักเรียนและวีซ่า WAH จะสามารถอยู่ในออสเตรเลียได้ยาวก็จริง แต่ก็มีระยะเวลาจำกัดเหมือนกัน จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราได้เรียนและทำงานในสายอาชีพที่กำลังเป็นที่ต้องการในประเทศออสเตรเลีย เพราะนอกจากจะง่ายต่อการถูกว่าจ้างแล้ว การสร้างรายได้ที่เพิ่มพูนและโอกาสที่สามารถต่อยอด ย่อมได้มากกว่า นั่นคือการขอต่อวีซ่า PR หรือชื่อเต็มว่า Permanent Resident Visa ที่เราจะมาเล่ากันในวันนี้ แต่การที่จะได้มาของวีซ่านั้น ไม่ใช่ว่าทำงานตรงสายแล้วได้เลย แต่ต้องได้รับการ Sponsor จากนายจ้างเสียก่อน แล้วจึงจะสามารถยื่นเรื่องเพื่อขอวีซ่า PR โดยต้องมีสอบและนับคะแนนตามเกณฑ์ต่างๆที่รัฐบาลต้องการ ซึ่งเราจะมาขยายต่อทีหลังในโอกาสต่อไป หากเราได้มีโอกาสได้ถือวีซ่าประเภทนี้แล้ว นอกจากจะสามารถพักอาศัยได้ในประเทศระยะยาวเลย เรายังได้รับสิทธิต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น การได้รับประกันสุขภาพ (Medicare), การซื้ออสังหาริมทรัพย์, สามารถกู้ยืมเพื่อการศึกษา, สวัสดิการในการใช้ชีวิต ซึ่งจะนำไปยังเป้าหมายสุดท้าย นั่นคือการยื่นเรื่องขอเป็นประชากร หรือ Citizenship นั่นเอง



ที่มาภาพ : unsplash.com/@jcrod
 
      เรามาเริ่มต้นดูกันว่าสายอาชีพไหนที่กำลังเป็นที่ต้องการในประเทศ โดยยึดตาม Medium and Long Term Strategic Skills List (MLTSSL) คือลิสอาชีพทักษะ ที่กำลังเป็นที่ขาดแคลนระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งเป็นอาชีพที่มีความต้องการสูงทุกปี ซึ่งมีรายชื่ออาชีพทั้งหมดหลักร้อยกว่าสายงาน แต่สำหรับบทความนี้ เราจะมาจัดอันดับ กลุ่มสายงานที่มีความต้องการมากที่สุดในประเทศออสเตรเลีย อัพเดทปี 2021 แบ่งได้ดังต่อไปนี้




      จากผลกระทบโรคระบาดที่เริ่มต้นเมื่อช่วงปีก่อน บอกได้เลยว่ากลุ่มสายงานนี้กำลังเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง แม้ว่าสถานการณ์ในประเทศเองจะดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่เหมือนกัน แม้ว่างานจะเหนื่อย จะหนัก แต่ขอบอกเลยว่าในอนาตต รุ่งแน่นอน!

กลุ่มอาชีพนั้น ก็คือ
  • ผู้ทำงานในวงการสุขภาพ, การแพทย์ อันได้แก่ แพทย์ทั่วไป, กุมารแพทย์ (Paediatrician), พยาบาลวิชาชีพ, นางพยาบาลทำคลอด (Midwife)
หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง อย่างเช่น
  • แพทย์ฝังเข็ม, แพทย์เกี่ยวข้องกับหัวใจ (Cardiologist), นักตรวจการได้ยิน (Audiologist), วิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineer), นักเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnologist), นักจัดกระดูก (Chiropractor), นักโลหิตวิทยา (Clinical Haematologist), นักจิตวิทยา (Clinical Psychologist), แพทย์ผิวหนัง (Dermatologist), ผู้วินิจฉัยเกี่ยวกับรังสีวิทยา (Diagnostic and Interventional Radiologist), เจ้าหน้าที่แผนกอายุกรรมฉุกเฉิน (Emergency Medicine Specialist), นักวิทยาต่อมไร้ท่อ (Endocrinologist), ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอก (Medical Oncologist) ฯลฯ



      นับเป็นสายอาชีพที่ขาดไม่ได้และเป็นที่ต้องการในทุกพื้นที่ เพราะการก่อสร้าง เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน หรือตัวเมืองเองก็ตาม สายงานที่เกี่ยวข้อง แบ่งได้เป็นประเภทต่างๆดังต่อไปนี้

  • ประเภทงานซ่อมแซมระบบ อาทิ ช่างประปา, ช่างซ่อมท่อระบายน้ำ, ช่างทำกุญเจ (Locksmith)
  • ประเภทงานซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจร อาทิ ช่างรถยนต์,​ ช่างไฟ, ช่างซ่อมแอร์, ช่างติดตั้งแก๊ส, ช่างลิฟท์ (Lift Mechanic), ช่างฟิตและช่างเครื่องกล (Fitter and Turner) ฯลฯ
  • ประเภทงานก่อสร้างและโครงการขนาดใหญ่ อาทิ ช่างก่ออิฐ (Bricklayer), ช่างไม้, ช่างหิน, ช่างปูนก่อฉาบ, ช่างกระจก, วิศวกรโยธา, ผู้จัดการโครงการระบบ (Construction Project Manager), เจ้าหน้าที่ซื้อขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Instrument Trades Worker), วิศวอุตสาหการ (Industrial Engineer), ผู้ผลิตเหล็ก (Metal Fabricator), นักวิศวกรเหมืองแร่ (Mining Engineer), วิศวกรปิโตรเลียม (Petroleum Engineer), วิศวกรด้านโทรคมนาคม (Telecommunications Engineer) ฯลฯ



      การเพาะปลูกในออสเตรเลีย เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมหลักของประเทศเลยก็ว่าได้ นอกจากจะมีผลผลิตเพื่อเลี้ยงประชากรภายในประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกวัตถุดิบทางการเกษตรออกไปต่างประเทศด้วยเช่นกัน ทั้งผัก ผลไม้ รวมไปถึงเนื้อสัตว์เกรดพรีเมี่ยม

สายอาชีพที่อยู่กลุ่มนี้ อันได้แก่
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร (Agricultural Consultant), วิศวกรการเกษตร (Agricultural Engineer), นักวิทยาศาสตร์การเกษตร (Agricultural Scientist), นักพฤษศาสตร์ (​Botanist), รวมไปถึงนักพัฒนาสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้าน นักปรึกษาสิ่งแวดล้อม (Environmental Consultant), นักวิทยาศาสตร์วิ่งแวดล้อม (Environmental Scientists), พนักงานป่าไม้, นักชีววิทยาทางทะเล (Marine Biologist) ฯลฯ



      ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรม คืออนาคตที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการยานยนต์ ตัวอย่างเทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่พูดถึงนั่นคือ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังจะมาเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ทำให้สายอาชีพที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ค่อนข้างเป็นที่ต้องการ

สายอาชีพที่อยู่ในกลุ่มนี้ อันได้แก่
  • วิศวกรออกแบบเครื่องบิน, ช่างระบบไฟยานยนต์ (Automotive Electrician), นักประกอบและซ่อมแซมเรือ (Boat Builder and Repairer), นักวิศวกรรมเครื่องกล (Diesel Motor Mechanic) ฯลฯ




      ต่อยอดมาจากสายยานยนต์ นั่นคือสายนักพัฒนาด้านดิจิตอล เรียกว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังระบบต่างๆที่เราได้ใช้งานรอบตัว อย่างบน Smart Phone ของเรา รวมไปถึงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆในอนาคตเอง ก็ต้องการกลุ่มทักษะด้านนี้เหมือนกัน นับว่ามาแรงเลยทีเดียว

กลุ่มอาชีพนี้ ก็มีตั้งแต่
  • นักวิเคราะห์โปรแกรม (Analyst Programmer), นักวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และระบบ (Computer Network and Systems Engineer), นักพัฒนาและวิศวกรซอฟต์แวร์ (Developer Programmer/ Software Engineer), นักวิเคราะห์ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT Business Analyst) ฯลฯ



      ละเอียดลงมา สำหรับสายงานที่เกี่ยวกับเด็กเล็ก ทั้งด้านการดูแลและให้การศึกษา กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเด็กอ่อน มีตั้งแต่
  • ผู้จัดการสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน,​ คุณครูสอนเด็กเล็ก (Pre-primary School)
ส่วนในสายการศึกษา
  • นักจิตวิทยาด้านการศึกษา (Educational Psychologist), คุณครูพิเศษ (Special Education Teachers nec), ครูสอนผู้บกพร่องในด้านต่างๆ เช่น การได้ยิน, การมองเห็น, อาจารย์มหาวิทยาลัย
 ฯลฯ




      เป็นกลุ่มอาชีพยอดนิยมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ อย่างโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร แต่เนื่องจากผลกระทบของโรคระบาด และจำนวนแรงงานจบใหม่ในสายงานนี้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้ความต้องการแรงงานอาชีพนี้ค่อนข้างลดลง แต่ก็ยังพอมีอาชีพที่สามารถยื่นขอวีซ่า PR ได้ ตั้งแต่
  • เชฟ, ผู้จัดการโรงแรม เป็นต้น



      ใครว่าการขอวีซ่า PR จำกัดเฉพาะคนทำงานสายวิชาชีพหรือแรงงานเท่านั้น เพราะช่วงนี้คือโอกาสของผู้ที่ทำงานในวงการบันเทิงหรือวงการออกแบบ แม้ว่าวงการออกแบบหรือวงการบันเทิงในออสเตรเลีย จะไม่ได้สร้างผลงานที่มีชื่อเสียงระดับโลกเหมือนฝั่งอเมริกา แต่ก็ถือว่ากำลังมาแรงอยู่เหมือนกัน

กลุ่มอาชีพที่กำลังเป็นที่ต้องการ อันได้แก่
  • สถาปนิก, ผู้กำกับงานศิลป์, นักแสดง, นักดนตรี, นักเต้น/ นักออกแบบท่าเต้น หรือผู้ที่ประกอบอาชีพสายงานบันเทิง, ผู้จัดการธุรกิจโฆษณา (Advertising Manager), ผู้ชำนาญการสื่อโฆษณา (Advertising Specialist), ช่างเขียนแผนที่ (Cartographer), นักเก็บรักษางานศิลปะ (Conservator), ช่างตัดเสื้อ, นักกำกับเพลง (Music Director) ฯลฯ



      นอกเหนือจากกลุ่มอาชีพข้างต้นแล้ว ก็ยังมีสายอาชีพเฉพาะทางอื่นๆที่น่าจับตามอง (หรือบางอาชีพไม่เคยได้ยินมาก่อน) และสามารถยื่นขอ PR ได้เช่นกัน อย่าง
  • นักบัญชี, ผู้สอบบัญชี, นักเศรษฐศาสตร์,​นักสถิติ, ทนายความ, นักชีวเคมี (Biochemist), นักเคมี (Chemist), นักฟุตบอล, โค้ชสอนเทนนิส, ที่ปรึกษาด้านการจัดการ, นักสังคมสงเคราะห์, นักสัตววิทยา (Zoologist), สัตวแพทย์ ฯลฯ

อย่างไรก็ดี สามารถอ่านรายชื่ออาชีพที่เข้าข่ายทั้งหมด ได้ที่ลิงก์นี้เลย https://immi.homeaffairs.gov.au/visas/working-in-australia/skill-occupation-list

      หันกลับมาทบทวนตัวเองอีกที ว่าทักษะและวุฒิการศึกษาที่เรามี กำลังเป็นที่ต้องการของประเทศหรือไม่ หากไม่ การสมัครศึกษาต่อในออสเตรเลีย ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและมั่นคง ซึ่งหลักสูตรที่ศึกษาต่อมีหลากหลายประเภท หลากหลายราคา ตั้งแต่หลักหมื่นบาทจนถึงหลักล้าน สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ Vocational Education and Training (VET) หรือที่หลายคนเรียกสั้นๆว่า เรียน Diploma จบง่าย จบเร็ว ราคาถูกกว่า เมื่อเทียบกับหลักสูตรมหาวิทยาลัย ทั้ง Undergraduate หรือต่อไปในระดับ Post Graduate


มาตั้งเป้าหมายอนาคตให้ชัดเจน และมุ่งมั่นทำให้สำเร็จล่ะ


อ้างถึง
ข้อมูลอ้างอิง

https://immi.homeaffairs.gov.au/visas/working-in-australia/skill-occupation-list

https://thebestedu.blog/2021/02/03/study-trade-courses-to-pr-in-australia/

https://www.noborders-group.com/news/top-8-benefits-of-australian-permanent-residency-

4



มาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง แน่นอนว่าหากเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง จะเรียกขอความช่วยเหลือเหมือนที่ประเทศไทยคงไม่ได้ วันนี้มาจะมาแนะนำช่องทางการติดต่อ เมื่อเหตุการณ์คับขัน เช่น อุบัติเหตุ ไฟไหม้ ขโมย ฯลฯ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เมมเบอร์โทรศัพท์ตามนี้ได้เลย


หาก...เกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องการความช่วยเหลือด่วน
โทรติดต่อ...000



ที่มาภาพ : www2.health.vic.gov.au

      จำไว้ให้แม่น 000 ศูนย์สามตัว ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ลื่นล้ม หรือมีผู้บาดเจ็บ ต้องการรถพยาบาล แม้แต่เกิดเหตุ​โจรกรรม มีคนบุกรุก ไฟไหม้ป่า ฯลฯ เมื่อต่อสายได้เรียบร้อย ปลายสายอาจต้องการตำแหน่งที่ตั้ง และรหัสไปรษณีย์ของพื้นที่ที่เกิดเหตุ เพื่อประสานงานต่อกับทีมงานในพื้นที่ได้ง่ายขึ้น และแน่นอนอย่าวางสาย จนกว่าจะมีหน่วยงานเข้ามา หรือได้รับการยืนยันจากปลายสาย


หาก...ต้องการเรียกตำรวจ
โทรติดต่อ...131 444



ที่มาภาพ : www.police.qld.gov.au

      เมื่อต้องการความช่วยเหลือจากตำรวจ อย่างเช่น เพื่อนบ้านจัดกิจกรรมเสียงดังรบกวนการอยู่อาศัย, สุนัขเห่ารบกวน, มีผู้บุกรุกเคหะสถาน, เกิดเหตุอาชญากรรมหรือทะเลาะวิวาท, ทรัพย์สินสูญหายหรือถูกทำลาย สามารถโทรเรียกความช่วยเหลือได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง หรือหากไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน สามารถทำเรื่องร้องเรียน (Report) ได้ผ่านเว็บไซด์ https://www.police.qld.gov.au/reporting


หาก...พบเห็นสิ่งผิดกฎหมาย
โทรติดต่อ...1800 333 000



ที่มาภาพ : crimestoppers.com.au

      หากวันใดวันหนึ่ง ได้พบเห็นเหตุการณ์ที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ปลอดภัย อย่างเช่น การโจรกรรม,​ การทำร้ายร่างกาย, ค้าขายยาเสพติก ฯลฯ เราทุกคนสามารถเป็นหูเป็นตาให้กับตำรวจได้ โดยติดต่อ Crime Stoppers เพียงโทรไปแจ้งสิ่งที่เราพบเห็น แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยส่วนตัว เพราะทางหน่วยงานจะไม่เก็บข้อมูลส่วนตัวของเราอย่างแน่นอน มาร่วมกันเป็นพลเมืองดีกันเถอะ


หาก...ประสบภัยภิบัติทางธรรมชาติ (พายุ, น้ำท่วม)
โทรติดต่อ...131 500





ที่มาภาพ : ses.qld.gov.au

      เมื่อเราอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยภิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะที่บ้านหรือในระหว่างการท่องเที่ยว การเดินทาง หากเจอเหตุการณ์อันตรายเช่นนี้ รีบติดต่อ State Emergency Service ทันที ทางหน่วยงานจะส่งทีมเข้ามาช่วยเหลือเราออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด แต่หากมีผู้บาดเจ็บขึ้นมาล่ะก็ โทรไปที่เบอร์​ 000 ก่อนได้เลยนะ


หาก...ต้องการคำปรึกษาด้านสุขภาพ
โทรติดต่อ...1800 022 222



      เมื่อมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพ (แบบไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน) แต่ไม่ถึงกับต้องไปโรงพยาบาล สามารถติดต่อไปยัง Healthdirect Australia ปลายสายจะมีบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพที่ปลายสาย ตลอด 24 ชั่วโมง สะดวก ลดข้อกังวลไปได้


หาก...เกิดความเครียด ซึมเศร้า หาทางออกไม่ได้
โทรติดต่อ... 1300 22 4636 หรือ 13 11 14




ที่มาภาพ : principals.com.au

ที่มาภาพ : doingitfordisey.com.au

      Beyond Blue และ Lifeline คือหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาสำหรับบุคคลที่มีความเครียด วิตกกังวล หรือมีปัญหาคับข้องใจ หาทางแก้ไขไม่ได้ (นึกภาพง่ายๆ คือกรมสุขภาพจิต ในประเทศไทยนั่นเอง) ที่สำคัญเค้าให้คำปรึกษาฟรี หากต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซด์ lifeline.org.au และ beyondblue.org.au ซึ่งมีทั้งบทความให้เรียนรู้และ Podcast ให้ฟังอีกด้วยนะ เผื่อจะช่วยให้เราบรรเทาจิตใจได้ไม่มากก็น้อย


หาก...ต้องการความช่วยเหลือด้านการศึกษา
โทรติดต่อ...07 3020 6101




ที่มาภาพ : ielts.com.au

IDP Brisbane ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษา ที่สามารถให้คำแนะนำในการศึกษาต่อประเทศออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็น มองหาสถาบันการเรียนใหม่, ค้นหาทุนการศึกษา, เริ่มต้นการสอบ IELTS รวมไปถึงข้อแนะนำเรื่องการต่อวีซ่านักเรียน อย่าลังเลที่จะหยิบหูโทรศัพท์เพื่อสอบถาม หรืออาจจะเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซด์ได้ก่อนที่ www.idp.com/australia





ที่มาภาพ : triplezero.gov.au

สุดท้ายนี้ หากเกิดเหตุการณ์คับขันขึ้นจริงๆ แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ที่เราไม่คุ้นเคย ไม่ทราบตำแหน่งชัดเจน บางครั้งสติอาจจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อย่างน้อยอยากให้โหลด Application ติดเครื่องไว้ ชื่อว่า Emergency Plus ในแอพเราสามารถต่อสายตรงเบอร์ฉุกเฉินได้เลย อีกทั้งสามารถระบุตำแหน่ง GPS ของเราได้แม่นยำ เข้าถึงเราได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น อย่าลืมทั้งเมมเบอร์ ทั้งดาวน์โหลดแอพฯไว้ด้วยนะ

8



     เมื่อพูดถึงการเดินทางไปนอกเมืองในที่ห่างไกล เมื่อก่อนคงเป็นเรื่องที่ลำบากน่าดู เพราะต้องมีพาหนะคู่ใจอย่างเช่นจักรยานหรือรถยนต์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป การขยายตัวของเมืองเริ่มเป็นวงกว้าง ผู้คนต่างพักอาศัยอยู่บริเวณชานเมืองมากขึ้น จึงทำให้ระบบขนส่งสาธารณะก็กระจายวงกว้างเช่นกัน
จนเมื่อการเดินทางกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนเมืองทุกวันนี้ ระบบคมนาคมที่บริสเบนนับว่ามีความสะดวกสบายและเข้าถึงได้ง่ายเลยทีเดียว โดยเฉพาะระบบรถ เรือ รางที่เข้าถึงทุกหนแห่งแม้ว่าระยะทางไกลเป็นหลายร้อยกิโลฯ วันนี้เราจะพาทุกคนทำความรู้จักการรูปแบบการเดินทางในบริสเบนกันว่ามีแบบไหน และใช้งานกันอย่างไรบ้าง เผื่อวันหนึ่งเราได้ออกไปผจญภัยในสถานที่ใหม่ๆ ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่นี่กันดู



ที่มา : en.wikipedia.org/wiki/Queensland_Rail_City_network



รูปแบบการเดินทางหลักในบริสเบนและภายในรัฐ Queensland หากไม่นับยานพาหนะส่วนบุคคล ก็จะประกอบไปด้วย รถไฟ, รถประจำทาง, เรือเฟอร์รี่ และรถราง (Tram) ซึ่งอยู่ภายใต้ชื่อ TRANSLink ดูแลและจัดการโดย Department of Transport and Main Roads ระบบการเดินทางของ TRANSLink เองกระจายอยู่แทบทุกที่ในเมือง เราสามารถเห็นโลโก้ระบบนี้ได้ตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากสนามบิน จนถึงในเมืองเลย ในวันนี้เราจะบอกเล่าถึงเส้นทางรถไฟของ TRANSLink ซึ่งเป็นเส้นทางการเดินทางหลักกัน ว่าเดินทางไปที่ไหนได้บ้างใน Queensland




ที่มา : jp.translink.com.au


ที่มา : translink.com.au


จากรูปภาพจะเห็นว่า เส้นทางของ TRANSLink มีทั้งหมด 8 โซน เริ่มจากใจกลางเมือง ขยายออกเป็นวงกว้างไปถึง Noosa Head ทางตอนเหนือ และ Coolangatta ทางตอนใต้เลย โดยการแบ่งโซนเอง มีผลต่อการคำนวณค่าเดินทาง ยิ่งผ่านโซนมากเท่าไหร่ ค่าตั๋วยิ่งแพงมากเท่านั้น ตัวอย่างเช่น เดินทางจากใน CBD โซน 1 ไปยัง Sunny Bank ซึ่งอยู่โซน 2 จะถือว่าเราเดินทางผ่าน 2 โซน จ่ายค่าตั๋วแบบขาเดียว (Single paper ticket) อยู่ที่ $6.00 หรือถ้าเราเดินทางจาก Sunny Bank ซึ่งอยู่โซน 2 ไปยัง Surfer Paradise ซึ่งอยู่โซน 5 แสดงว่าเราเดินทางทั้งหมด 4 โซน (2,3,4,5) ค่าตั๋วโดยสารจึงอยู่ที่ $12.00



ที่มา : goldcoastaustralia.com


ที่มา : ridetheg.com.au


นอกจากนี้ในเมืองอื่นใน Queesland อย่าง Cairns, Mackay และ Toowoomba เอง ก็มีระบบรถประจำทางภายในเมืองของ TRANSLink เหมือนกัน แต่จะพิเศษที่ Gold Coast เพราะเป็นเมืองชายหาดยอดฮิต จึงมีเส้นทาง Tram ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวหลายจุด ที่เรียกว่า G:Link



ที่มา : translink.com.au


วกกลับมาเข้ามาในตัวเมืองบริสเบนกัน จากรูปภาพด้านบนจะเห็นว่าบริเวณรอบตัวเมือง มีเส้นทางรถไฟสายหลักอยู่ทั้งหมด 6 เส้น 6 สี ได้แก่ Ferny Grove and Beenleigh lines, Shorncliffe and Cleveland lines, Airport and Gold Coast lines, Caboolture/Sunshine Coast and Ipswich/Rosewood lines, Redcliffe Peninsula and Springfield lines และ Doomben line เราไม่จำเป็นต้องจำชื่อทั้งหมดหรอก แต่ควรทราบว่าปลายทางที่เราจะไปนั้น อยู่บนเส้นทางสีอะไร จะได้เดินทางขึ้นชานชาลาถูกต้อง ซึ่งสถานีหลักที่รวมเส้นทางทั้งหมด 6 สายเลยคือ Roma Street Station ใจกลางเมือง ซึ่งที่นี่เป็นจุดจอดของรถบัสที่วิ่งออกนอกเมืองด้วย คล้ายๆกับสถานีหมอชิต/ สายใต้ใหม่นั่นแหละ


สัญจรแสนง่ายได้ที่บริสเบน



ที่มา : translink.com.au


การเดินทางด้วยระบบขนส่งด้วย TRANSLink นั้นง่ายแสนง่าย เหมือนกับการเดินทางรถไฟในต่างประเทศ ทุกการเดินทางเราสามารถซื้อตั๋วหน้างานได้ตามตู้กดอัตโนมัติ หรือเคาท์เตอร์ให้บริการเองได้ หรือถ้าใครจำเป็นต้องเดินทางบ่อย การซื้อบัตร “go card” คือทางเลือกที่ดีและคุ้มมากเลย เพราะไม่ต้องยุ่งยากในการหยิบเหรียญในกระเป๋า เติมเงินเข้าบัตรได้ แถมราคาถูกกว่าซื้อตั๋วขาเดียวด้วยนะ



ที่มา : wikipedia.org/


ประเภทของบัตร go card ก็มีหลากแบบ ทั้งแบบ Adult, Concession, Child และ Senior บัตรเดียวสามารถใช้งานทุกระบบ รถ เรือ ราง เพียงแตะเข้าที่ทางเข้าสถานี/ ประตู และแตะออกที่ปลายทาง ซึ่งความพิเศษของการใช้บัตร go card คือเค้าจะมีช่วง “Off-peak” หรือเรียกง่ายๆว่า ช่วงเวลาที่การสัญจรไม่วุ่นวาย ได้แก่

- วันธรรมดา (Weekdays) ช่วงในเวลา 8.30 -15.30 น. และหลัง 19.00 น. จนถึง 6.00 น.ในวันรุ่งขึ้น
- วันหยุดสุดสัปดาห์ (Weekends)

- วันหยุดนักขัตฤกษ์ (Public Holidays)



ซึ่งหากสัญจรในช่วง Off-peak ราคาค่าโดยสารจะปรับลง 20% เลยทีเดียว เช่น หากเราเดินทางภายใน Zone 1 ในช่วงเวลาปกติ ใช้บัตร go card เราจะเสียค่าโดยสาร $3.37 แต่ถ้าอยู่ในช่วง Off-peak จะเหลือเพียง $2.70 เท่านั้น

ความพิเศษของ go card ยังไม่พอ ถ้าเราเดินทางอยู่ในโซนเดียวภายใน 60 นาที ไม่ว่าจะแตะเข้า-ออกป้ายไหน ระบบจะคิดราคาเดียว เหมือนกับเหมาจ่ายในหนึ่งชั่วโมง คุ้มค่ามากสำหรับคนที่ต้องเดินทางหลายต่อในระยะทางที่ไม่ไกล



สิทธิประโยชน์ของนักเรียน นักศึกษาในบริสเบน



ที่มา : facebook.com/TransLinkQLD



ส่วนลดยังไม่หมด หากใครที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษา/ TAFE/ มหาวิทยาลัย (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ทั้งแบบ Full-Time หรือ Part-Time แม้ว่าช่วงนี้จะถูกโยกไปเรียนในระบบ Online เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ก็ตาม สามารถออกบัตรโดยสารประเภท Concession ได้ด้วย ซึ่งราคาจะถูกลงถึง 50% เลยทีเดียว (ยกเว้น Airtrain) โดยวิธีดำเนินการทำบัตรนั้นง่ายแสนง่าย

1. ซื้อบัตร go card แบบ Adult ที่เคาท์เตอร์, หน้าเว็บไซด์ หรือ โทรศัพท์ 13 12 30
2 ลงทะเบียนบัตร go card ได้ที่ https://gocard.translink.com.au/webtix/ (ปุ่มสีเขียว) ข้อดีของการลงทะเบียนบัตรคือเราสามารถเติมเงิน, ตรวจสอบการใช้งาน และระงับการใช้งานบัตรหากบัตรสูญหายหรือถูกขโมย



เมื่อมาถึงหน้า Card Type สามารถค้นหาชื่อสถาบันที่เรียนในช่อง “Organisation” ได้เลย




3. เมื่อกรอกข้อมูลลงทะเบียบเรียบร้อยแล้ว รอรับ SMS หรือ e-mail ที่จะส่งให้ภายใน 14 วัน ถ้าเข้าเกณฑ์ บัตรจะถูกตัดเป็นราคา Concession อัตโนมัติ

เดินทางง่ายยิ่งขึ้น บนหน้าจอโทรศัพท์

ทุกวันนี้เวลาเราจะเดินทางไปในที่ๆเราไม่เคยไป สิ่งที่หยิบขึ้นมาเป็นอันดับแรกเลย นั่นคือโทรศัพท์มือถือ และเปิดแอพฯ Google Map ต่อมา ซึ่งบางครั้งบางที ข้อมูลที่ได้ อาจจะไม่อัพเดทเท่าที่ควร TRANSLink เองก็ได้พัฒนาแอพฯเพื่อการเดินทางโดยเฉพาะ กับแอพฯที่ชื่อว่า “MyTRANSLink” รองรับทั้งระบบ iOS และ Android



การใช้งานก็ง่ายและสะดวก เพียงเปิดแอพฯเค้าก็สามารถค้นหาสถานีที่อยู่ใกล้ตัว หรือจะระบุชื่อสถานีเริ่มต้น และสถานีปลายทาง เค้าก็จะแนะนำเส้นทางการเดินทางที่เร็วที่สุดให้ รวมไปถึงแพลนเวลาล่วงหน้าได้ แถมมีการแจ้งเตือนเมื่อใกล้ถึงที่หมายอีกด้วย อีกหนึ่งความดีงามที่ชอบ คือสามารถดูตารางการเดินรถของแต่ละชานชาลาในสถานี และรอบเวลาในแต่ละป้ายรถเมล์อีกด้วย ง่ายขนาดนี้ ไม่ลองใช้ดูได้ยังงัย





อ่านจบแล้วหลายคนคงมั่นใจในการใช้ระบบขนส่งของ TRANSLink มากยิ่งขึ้น วันไหนได้ออกเดินทางไปในที่ใหม่ๆล่ะก็ อย่าลืมแชร์เรื่องราวสนุกๆ ผ่านคอมเมนต์ให้เราอ่านด้วยล่ะ  ;D

9



      สวัสดีสมาชิก ThaiBrisbane ทุกท่าน แน่นอนพบกับ “พา-ลา-เล่น” เราจะพาทุกคน ลาพักผ่อน และออกมาเล่น ในบริสเบนกัน คราวนี้เราจะมาบอกเล่าเกี่ยวกับ การแบ่งโซนและการเดินทางที่นี่ เผื่อวันหยุดวันไหน ได้มีไอเดียในการออกไปเที่ยวนอกบ้านกัน


      เมื่อพูดถึงการแบ่งโซน/ พื้นที่ในเมือง หากในกรุงเทพฯ คงเคยชินกับการแบ่งพื้นที่เป็นเขต (District) กันว่าอยู่ตรงไหน เช่น บ้านอยู่แถวบางแค ทำงานย่านจตุจักร เป็นต้น ซึ่งที่นี่ก็ใกล้เคียงกัน โดยเราจะแบ่งเป็น Suburbs ซึ่งเป็นภาพใหญ่ก่อน ในแต่ละ Suburbs เอง ก็จะมีเขตต่างๆกันไป โดย 6 Suburbs ในบริสเบนเองประกอบไปด้วย Inner Suburbs, Northern Suburbs, Southern Suburbs, Easthen Suburbs, Western Suburbs และ Moreton Bay หากจะให้เล่าถึงทุก Suburbs เอง คงต้องใช้เวลาหลายเดือน คราวนี้เราขอมาเจาะแค่เฉพาะบริเวณ Inner Suburbs กันก่อน เพราะที่นี่เป็นเหมือนจุดศูนย์กลางของบริสเบน อีกทั้งมีความน่าสนใจหลายอย่างเลย

Inner Suburbs คือพื้นที่ใจกลางเมือง ที่เต็มไปด้วยตึก อาคาร บ้านเมือง ร้านค้า ฯลฯ แน่นอนว่ามีจำนวนประชากรค่อนข้างหนาแน่น ผู้คนส่วนใหญ่พักอาศัยในโซนนี้เป็นจำนวนมาก ภายในโซนนี้ประกอบไปด้วย 19 เขต โดยมีเขตที่เราคุ้นเคยและคุ้นหูอย่าง Brisbane CBD, Kangaroo Point, Fortitude Valley, New Farm เป็นต้น วันนี้เราขอมาเล่าทั้งหมด 4 ย่าน 4 สไตล์ใน Inner Suburbs ใครชอบสถานที่สไตล์แบบไหน ไปแวะเวียนกันได้



Brisbane City Centre
ย่านแห่งการท่องเที่ยว ครบครันทั้งกิน ชิม ช็อป




ที่มารูปภาพ : visitbrisbane.com.au


      ที่นี่คือศูนย์กลางเมือง เต็มไปด้วยร้านค้าตลอดสองข้างทาง อย่างเช่นที่ Queen Street Mall คือแหล่งที่เราออกมาช็อปปิ้งอย่างจุใจ ภายในพื้นที่เต็มไปด้วยร้านอาหารอร่อยๆ, เสื้อผ้า, คาเฟ่สวยๆ ให้เราได้ชิม&ช็อป เดินถัดออกไปจากโซนละลายทรัพย์ เป็นสวนสาธารณะใจกลางเมืองขนาดใหญ่อย่าง City Botanic Gardens ที่นี่เป็นสวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองอีกด้วย นอกจากจะเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่แสนร่มรื่น และดอกไม้นานาพันธุ์แล้ว ยังมีจุดให้เราได้นั่งปิกนิก หรือจะพักขาจากการเดินช็อป หย่อนใจไปกับวิวแม่น้ำบริสเบนเบื้องหน้า



ที่มารูปภาพ : visitbrisbane.com.au


นอกจากแหล่งช็อปปิ้งและธรรมชาติแล้ว โซนนี้มี Brisbane Square Library ห้องสมุดที่สามารถเข้าไปนั่งอ่านหนังสือได้อย่างมีสมาธิและสะดวกสบาย ฟ้าเริ่มมืด พระอาทิตย์เริ่มตกดิน ไปลองกิจกรรมท้าทายความสูงกับ “Story Bridge Adventure Climb” ที่จะพาเราเดินไต่สะพาน Story Bridge ไปชมวิวมุมสูง ทอดสายตาดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า จนฟ้ามืดเพื่อเห็นแสงสียามค่ำคืน



Fortitude Valley, New Farm & Newstead
ย่านแห่งแสงสีและความบันเทิงยามค่ำคืน




ที่มารูปภาพ : abc.net.au


      เมื่อเดินเข้ามาโซนนี้ ก็เต็มไปด้วยแสงสี และแหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืน ใครที่กำลังมองหาร้านดินเนอร์บรรยากาศดี ๆ มีเพลงเพราะ ๆ ให้ฟังทั้งคืนล่ะก็ บอกเลยว่ามาที่นี่ไม่ผิดหวัง โดยเฉพาะบนถนน Brunswick Street และ Wickham Street คือถนนที่ไม่หลับไหลยามค่ำคืน ร้านยอดฮิตที่ต้องไปสักครั้ง ขอแนะนำ "The Met” ภายในมีบาร์ทั้งหมด 5 สไตล์ 3 ชั้น เลือกเข้าแต่ละบาร์ได้ตามแนวดนตรีที่เราชื่นชอบ ย้ายร้านกันมาต่อที่ “Ric’s Bar” ร้านนั่งชิลที่เสิร์ฟอาหารในราคาพิเศษทุกวันพฤหัสฯ กับเมนูเบอร์เกอร์เพียง $14 พร้อม DJ ที่มาเปิดแผ่นให้เราฟังสดๆทุกค่ำคืน หลบจากการฟังเพลง มาต่อกันกับอาหารสุดพิเศษที่ "Tea Master” ร้านอาหารทางเลือกสำหรับ Vegetarian นอกจากจะมีดีที่อาหารเอเชียราคาถูกแล้ว ของดีที่นี่คือชาไต้หวันนั่นเอง ยกระดับขึ้นมาที่ “Gerard’s Bistro” ร้านที่การันตีด้วยรางวัลจากสื่อหลายสำนัก อย่าง Gourmet Traveller และ The Weekend Australian’s Hot 50 อีกด้วย ภายในร้านนำเสนออาหารสไตล์แอฟริกัน ผสมผสานกับฝั่ง Middle Eastern และ ยุโรป ใครยังไม่เคยลองทาน ขอบอกเลยว่าประทับใจแน่นอน


ที่มารูปภาพ : visitbrisbane.com.au


หลังจากสนุกมาทั้งคืน ตื่นตอนเช้า แล้วมายืดเส้นยืดสายกันที่ New Farm Park สวนสาธารณะในย่านขนาดใหญ่ ที่เหมาะสำหรับการออกมาปิกนิก หรือพาเพื่อนมาออกกำลังกายยามเช้าและเย็น ที่นี่ไม่ได้มีดีแค่ความร่มรื่นอย่างเดียว เพราะในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน สวนแห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงจากดอก Jacaranda ที่บานสะพรั่งทั่วทั้งสวน และความสนุกยังไม่จบ เพราะย่านนี้ยังมีโรงละครที่มีชื่อเสียงอย่าง Brisbane Powerhouse ที่มักจัดกิจกรรมเพื่อความบันเทิงอย่าง การแสดง, ดนตรีสด, โชว์เต้น หรือจะเป็นเทศกาลประจำปีอย่าง Brisbane Comedy Festival ก็จัดยาวร่วมครึ่งเดือนเลยทีเดียว เที่ยวย่านนี้ บอกเลยว่าครบทุกรสชาติ



West End & South Bank
ย่านแห่งศิลปะ ดนตรี และความหลากหลาย




ที่มารูปภาพ : abc.net.au


      ลงมาทางใต้ ข้ามสะพาน Victoria Bridge ก็มาถึงที่ย่าน South Bank ย่านที่เต็มไปด้วยกิจกรรมทั้งกลางแจ้งและในร่ม จุดแรกที่เปรียบเสมือนแลนด์มาร์กประจำเมืองเลยก็ว่าได้ กับที่ South Bank Parklands หาดทรายจำลองขนาดใหญ่ พร้อมสระน้ำและสนามเด็กเล่นที่ขนาบข้างแม่น้ำบริสเบน ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนออกมาเล่นน้ำ ท้าแสงแดดในฤดูร้อนช่วงต้นปี ขึ้นจากสระแล้วบริเวณโดยรอบก็ยังมีร้านนั่งชิลและดนตรีสดให้เราหย่อนใจเช่นกัน ขึ้นจากสระ เช็ดตัวให้แห้ง เดินเข้าไปในอาคารกันต่อที่ The Queensland Art Gallery and Gallery of Modern Art (QAGOMA) พิพิทธภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่จัดแสดงงานศิลปะและนิทรรศการเป็นประจำตลอดทั้งปี ภายในนำเสนอเรื่องราวทั้งด้านประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และความบันเทิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ Queensland Performing Arts Centre (QPAC) โรงละครขนาดใหญ่ที่มักจะจัดการแสดง Musical ระดับโลกที่นี่



ที่มารูปภาพ : ubereats.com


เดินเล่นกันนานๆ คงจะเริ่มหิว ต้องหาอะไรเติมท้องหน่อย เดินไปสักพักก็ถึงย่าน West End นอกจากย่านนี้จะมีร้านอาหารสุดชิคแล้ว ที่นี่ขึ้นชื่อความหลากหลายของสัญชาติ โดยเฉพาะบนถนน Little Stanley Street และ Grey Street ที่มีตั้งแต่ร้าน “Baba Ganouj” ร้านอาหารสไตล์ Lebanese หรือจะเป็นอาหารกรีกที่ร้าน “Zeus Street Greek" หากอยากลิ้มลองอาหารแอฟริกันแท้ๆ ต้องไปที่ร้าน “Mu’ooz” และอีกร้านที่น่าสนใจ “Lokal + Co” ที่เสิร์ฟ Breakfast และ Lunch สไตล์สแกนดิเนเวีย อยากรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร ต้องไปลอง


ที่มารูปภาพ : theboundary.com.au


ยามค่ำคื่นที่นี่โดดเด่นไม่แพ้กัน กับผับ บาร์ ร้านนั่งชิลบนถนนย่าน West End อย่างเช่นร้าน “The Boundary Hotel” ที่มีโซน Rooftop Bar ให้นั่งชิลกับเพื่อนยาวๆทั้งคืน ใครมาสายวิสกี้ ห้ามพลาดร้าน “Cobbler” ร้านที่รวบรวมวิสกี้กว่า 300 ชนิดให้ได้ลิ้มรสชาติ หรือจะสาย Cocktail สุดคราฟที่ “The End Bar”ก็น่าสนใจเช่นกัน



Spring Hill, Kelvin Grove and Milton
ย่านแห่งความสงบ แต่มีอะไรซ่อนอยู่



      มากันที่ย่านสุดท้ายทางตอนเหนือจากใจกลางเมือง แม้ว่าย่านนี้จะไม่โดดเด่นเรื่องแสงสี หรือความบันเทิงเหมือนย่านก่อนหน้าที่เราเล่ากันมา แต่บอกเลยว่าบริเวณนี้เอง นอกจากจะเป็นที่ตั้งแคมปัสของ QUT แล้ว ก็มีสถานที่ที่น่าไปไม่แพ้กัน อย่างที่ “Kelvin Grove Urban Village” ศูนย์การค้าที่รวบรวมทุกสิ่งที่ต้องการ ทั้งร้านอาหาร, คาเฟ่, ร้านค้า รวมไปถึงความบันเทิง อย่างโรงหนังและบาร์


ที่มารูปภาพ : cdn.concreteplayground.com


และแน่นอน พื้นที่สีเขียวคือสิ่งที่พบได้รอบตัวเมือง อย่างที่ Roma Street Parkland สวนสาธารณะที่โดดเด่นในเรื่องการจัดวางและออกแบบสวน ที่เหมาะมากกับการถ่ายรูปลง Social Media อีกทั้งช่วงสิ้นปีจนถึงเดือนมกราคม จะมีการจัดแสดงแสงสีในสวนยามค่ำคืนในงาน The Enchanted Garden โดยจัดขึ้นเมื่อ 4 ธันวาคม 2020 - 17 มกราคม 2021 ที่ผ่านมา ปีที่แล้วใครพลาด ปีนี้อย่าลืมแวะเวียนไปดูด้วยล่ะ กิน-เที่ยววนไปคงเบื่อแล้ว ลองแวะมาทำกิจกรรมที่น่าสนใจอย่าง การเยี่ยมชมโรงเบียร์ ที่ Milton’s XXXX Brewery ไปดูที่มาที่ไป กรรมวิธีการผลิตยี่ห้อเบียร์ที่หลายคนคุ้นหู คุ้นรสชาติกับ XXXX โดยใช้เวลา 90 นาที กลับออกมา คงอดใจไม่ไหวอยากจะเปิดสักกระป๋องเลย หรือจะเป็นการไปว่ายน้ำที่สระน้ำในร่มแห่งแรกในบริสเบน อย่างที่ Spring Hill Bath สระในร่มแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1886 และภายในยังคงการออกแบบสไตล์วินเทจ ให้เราได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตเลย


ที่มารูปภาพ : visitbrisbane.com.au


ใครที่ชอบตื่นเช้าล่ะก็ วันเสาร์ไหนลองไปที่ The Kelvin Grove Village Markets เป็น Farmer Market ที่จัดขึ้นทุกวันเสาร์ ตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึง บ่ายโมง ที่เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น มีทั้งผักสด ผลไม้ราคาย่อมเยา, สินค้าแฟชั่น, สินค้าแฮนด์เมดน่ารักๆ ก็ยังมีจำหน่าย


นี่เป็นเพียงแค่ส่วนนึงในพื้นที่เมืองอันกว้างใหญ่ในบริสเบนเท่านั้น วันไหนหยุดอย่าลืมชวนเพื่อนๆออกจากบ้านไป กิน เที่ยว กันทั้ง 4 ย่านนี้ล่ะ แล้วถ้าเราจะเดินทางไปในแต่ละย่าน จะไปได้อย่างไร? ตอนต่อไปเราจะมาบอกเล่ากัน


อ้างถึง
ข้อมูลอ้างอิงhttps://en.wikipedia.org/wiki/City_of_Brisbane
https://insiderguides.com.au/

10


      กลับมาอีกครั้ง สำหรับตอนที่ 2 กับเรื่องน่ารู้ สำหรับคนที่เริ่มต้นขับรถในบริสเบน หลังจากที่เราพอทราบกันไป  กับเรื่องกฎระเบียบจราจรเบื้องต้น เพื่อการขับรถอย่างปลอดภัยกันแล้ว มาคราวนี้ จะมาบอกเล่าขั้นตอนการขอใบขับขี่ในบริสเบนกันแบบเข้าใจง่ายๆ ถึงแม้ว่าใบขับขี่ประเทศไทยจะสามารถใช้งานได้ที่นี่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อเราได้ถือวีซ่าถาวรของที่นี่แล้ว ก็ต้องมีความจำเป็นในการสอบใบขับขี่ ซึ่งขั้นตอนจะคล้ายกับที่ไทย หรือจะยาก-ง่าย มากน้อยแค่ไหน ตามมาดูกัน แต่ขอบอกเลยว่ามีหลายขั้นตอนและใช้ระยะเวลาพอตัวเลยทีเดียวเชียว


สอบ สอบ และ สอบ!


ที่มาภาพ : freepik.com


      เมื่อคิดจะเริ่มต้นขอใบขับขี่ หลายคนคงเริ่มมองหาโรงเรียนสอนขับรถเป็นอย่างแรก แต่ช้าก่อน! เราจำเป็นต้องทำการสอบภาคทฤษฎีมาให้เรียบร้อย โดยมือใหม่อย่างเราจำเป็นต้องผ่านบททดสอบ 2 ชุดดังต่อไปนี้

ชุดแรกเรียกว่า “PrepL” เป็นบทเรียนที่ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบ สามารถศึกษาผ่านระบบออนไลน์ มีเวลาเรียนได้หลังจากที่สมัครไม่เกิน 12 เดือน หลังจากเรียนรู้ด้วยตัวเองเสร็จเรียบร้อย บททอสอบต่อมาคือ “การสอบข้อเขียน” (Written Road Rules Test) ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถไปทำข้อสอบได้ที่ Department of Transport and Main Roads customer service centre,  QGAP office หรือสถานีตำรวจที่เข้าร่วม (สามารถตรวจสอบสถานีฯได้ที่ https://www.police.qld.gov.au/stations) โดยต้องได้คะแนน 90% ขึ้นไปถึงจะเรียกว่าผ่านการสอบอย่างสมบูรณ์ และเราจะได้ใบขับขี่ประเภท "Learner Licence” มาถือครอง แต่...ก็ยังไม่ใช่ใบขับขี่ตัวจริง เพราะหลังจากนี้ คือการขับจริงบนท้องถนน ต้องใช้เวลานานร่วมหลักปีเลยแหละ

Learner, P1, P2 และ Open Licence คืออะไร?


ที่มาภาพ : www.mynrma.com.au


หลังจากผ่านการสอบภาคทฤษฎีมาอย่างหนักหน่วง และใบขับขี่ประเภท “Learner Licence” มาครอบครอง ก็ถึงช่วงลงสนามเพื่อทดลองขับรถจริง ซึ่งเจ้าใบขับขี่ประเภท Learner Licence นั้นมีอายุแค่ 3 ปี โดยต้องถืออย่างต่ำ 1 ปี ก่อนลงสอบภาคปฎิบัติจริงในขั้นตอนต่อไป ตลอดเวลาที่ใช้พื้นที่บนท้องถนนด้วยใบขับขี่ประเภทนี้ ผู้ขับจำเป็นต้องติดป้ายสัญลักษณ์ “L” บริเวณด้านหน้าและด้านหลังของรถ เพื่อให้ผู้สัญจรไปมาบนท้องถนนทราบ และจำเป็นต้องมีผู้ที่ถือใบขับขี่แบบ Open Licence หรือใบขับขี่ตัวจริง นั่งอยู่ในระหว่างการขับขี่ด้วยตลอด ต้องมีชั่วโมงการขับรถบนท้องถนนครบ 100 ชั่วโมง ก่อนที่จะเข้าไปสู่ขั้นตอนการ “สอบภาคปฎิบัติ” ซึ่งสามารถทำการลงทะเบียนจองสอบออนไลน์ได้ที่
https://www.service.transport.qld.gov.au/SBSExternal/public/WelcomeDrivingTest.xhtml?dswid=-8267

เมื่อผ่านด่านอรหันต์การสอบปฎิบัติมาเป็นที่เรียบร้อย ผู้ขับจะได้เลื่อนขั้นใบขับขี่เป็นประเภทชื่อว่า “P1” ซึ่งย่อมาจาก “Provisional Licence” หรือเรียกง่ายๆว่า ใบขับขี่ชั่วคราว นั่นเอง โดยต้องถืออย่างต่ำเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นจะสามารถทำการสอบ (สอบอีกแล้ว!) ที่เรียกว่า "Hazard Perception Test” เป็นการสอบออนไลน์เพื่อทดสอบความรู้และการตัดสินใจ ผ่านการจำลองเหตุการณ์บนท้องถนน ซึ่งจะยากหรือง่าย ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ขับขี่ 1 ปีที่ผ่านของเรานั่นเอง ขับเยอะ รู้เยอะ ตัดสินใจรวดเร็วกว่า

 :D :D หากผู้สอบอายุ 23 ปีหรือต่ำกว่า เมื่อผ่านการสอบ Hazard Perception Test แล้ว จะได้ถือใบขับขี่แบบ P2 ต่อ ซึ่งต้องถือถึงอายุ 25 ปี ก่อนที่จะได้ใบขับขี่จริงที่เรียกว่า “Open Licence” อย่างสมบูรณ์
 ;D ;D ส่วนหากผู้สอบอายุ 25 ปีหรือสูงกว่า เมื่อผ่าน P1 มาแล้ว สามารถถือใบขับขี่แบบ P2 เพียง 1 ปี ก่อนที่จะขอ Open Licence ตัวจริงได้ในที่สุด

ตลอดเวลาการใช้รถใช้ถนน ไม่ว่าถือใบขับขี่แบบ Learner Licence หรือ Open Licence สิ่งที่ผู้ขับที่นี่ต้องคำนึงถึงตลอดเวลา นั่นคือ “แต้มการขับขี่” แล้วเจ้าแต้มตรงนี้มีความสำคัญต่อการใช้รถใช้ถนนในบริสเบนอย่างไรบ้างนะ?


ควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ด้วยระบบการตัดแต้ม (Demerit Point)


ที่มาภาพ : freepik.com


      อย่างที่เรารู้กัน การได้มาซึ่งใบขับขี่ในบริสเบนนั้นช่างยากลำบากและใช้เวลานาน แต่ก็ไม่ได้ทำให้สามารถจัดการมารยาทการใช้รถใช้ถนนได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ”ระบบการตัดแต้ม” (Demerit Point) เป็นอีกหนึ่งสิ่ง ที่ช่วยควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ที่นี่ได้ ยิ่งถูกตัดเยอะเท่าไหร่ โอกาสที่จะได้ขับรถบนท้องถนนได้อย่างสบายใจและถูกต้องก็ยิ่งยากขึ้น เผลอๆถูกระงับการใช้ใบขับขี่ชั่วคราวไปเลยก็มี

สิ่งที่สามารถหักแต้มเราได้ ก็มีอย่างเช่น ขับเกินความเร็วที่กำหนด, ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือแม้แต่การฝ่าไฟแดง โดยไม่ว่าจะทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือไม่ก็ตาม แต้มที่ถูกตัดไป จะถูกเก็บสะสมไว้ตามเวลาที่กำหนด โดยทุกๆการกระทำผิดกฎจราจร นอกจากหักถูกจะหักแต้มแล้ว จะได้รับใบสั่งทุกครั้งให้เราเสียค่าปรับ ซึ่งค่าปรับก็เริ่มต้นเบาๆ (เหรอ) ตั้งแต่ $80 จนถึง $1,000 เลยก็มี! (สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://www.qld.gov.au/transport/safety/fines/demerit/points )
ถ้าถูกตัดแต้มไปเรื่อยๆ จนเกินกำหนด จะมีใบแจ้งเตือนส่งมาให้ โดยลิมิตของการตัดแต้มสูงสุด ขึ้นอยู่กับประเภทของใบขับขี่ที่ถือ

 :o :o ใบขับขี่ประเภท Learner Licence หากถูกตัดแต้มเกิน 4 แต้มภายในระยะเวลา 1 ปี จะถูกระงับการถือใบขับขี่ 3 เดือน หากยังฝ่าฝืนอีก สามารถถูกถอนใบขับขี่และต้องขึ้นศาลเพื่อรับฟังข้อกล่าวหา

 :-[ :-[ ใบขับขี่ประเภท Provisional Licence (P1,P2) หากถูกตัดแต้มเกิน 4 แต้มภายใน 1 ปี จะได้รับใบเตือนที่ชื่อว่า "Accumulation of demerit points – notice to choose" โดยสามารถเลือกได้ว่า จะให้ระงับการถือใบขับขี่ 3 เดือน หรือจะถูกคุมความประพฤติการขับขี่เป็นเวลา 1 ปี หากยังฝ่าฝืน สามารถถูกถอนใบขับขี่และต้องขึ้นศาลเพื่อรับฟังข้อกล่าวหา

 :'( :'( ใบขับขี่ประเภท Open Licence ห้ามถูกตัดแต้มเกิน 12 แต้ม ภายใน 3 ปี จะได้รับใบเตือนที่ชื่อว่า "Accumulation of demerit points – notice to choose" โดยสามารถเลือกได้ว่าจะให้ระงับการถือใบขับขี่ชั่วคราว (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับแต้มที่ถูกตัด) หรือจะถูกคุมความประพฤติการขับขี่เป็นเวลา 1 ปี หากยังฝ่าฝืน สามารถถูกถอนใบขับขี่และต้องขึ้นศาลเพื่อรับฟังข้อกล่าวหา


ที่มาภาพ : freepik.com


ในฐานะผู้เคยทำผิดกฎจราจร (แบบไม่ตั้งใจ) วันนั้นเราอยู่ในช่วง Road Trip ไปซิดนีย์ และกำลังเดินทางกลับบริสเบน ตรงทางเลี้ยวกลับรถ เราได้ฝ่าฝืนป้ายหยุด (Stop Sign) เพราะขับมาด้วยความเคยชินและไม่ได้สังเกต เมื่อกลับรถและขับออกมาสักพักก็มีรถตำรวจเปิดไซเรนและแจ้งให้เราจอดข้างทาง วินาทีแรกที่ถูกเรียก บอกเลยว่า งง และกลัวมาก ทำตัวไม่ถูก สิ่งแรกที่ต้องมีเลยคือ “สติ” ถ้าเราเชื่อว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด หรือกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราสามารถชี้แจงได้ เมื่อกดกระจกลง สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือ การโชว์ใบขับขี่และพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ดู อีกทั้งให้เราเป่าวัดระบบแอลกอฮอล์ (ซึ่งแน่นอนเราไม่ได้ดื่ม) เมื่อตำรวจตรวจสอบเอกสารเรียบร้อย ก็ได้อธิบายถึงความผิดที่เรากระทำไป แม้เป็นเพียงเรื่องเล็ก และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการจราจรใดๆ (นึกภาพทางต่างจังหวัด ที่ทั้งถนนมีรถเราอยู่คันเดียวเลย) แต่ที่นี่ กฎก็คือกฎ แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลเพียงใด แต่ก็ยังอยู่ในสายตาตำรวจ (และกล้อง) อยู่ดี... หลังจากตำรวจอธิบายข้อหาเรียบร้อย ก็ได้ขอข้อมูลส่วนตัวเรา ชื่อ นามสกุล เบอร์ติดต่อ และ อีเมลล์ และกำชับว่า จะส่งใบสั่ง ไปยังอีเมลล์ กรุณาจ่ายค่าปรับด้วย (จับใจความได้เท่านี้) และหลังจากนั้นเราก็ขับรถกลับบ้านอย่างความละอายใจ พร้อมโดนค่าปรับไป $330...เป็นบทเรียนราคาแพงที่ไม่รู้ลืม


จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนการขอใบขับขี่ใน Brisbane นั้นมีหลายขั้นตอน และใช้เวลานาน (หลักปี) อีกทั้งเรื่องของค่าปรับหรือการหักคะแนนค่อนข้างโหด ทำให้คนที่นี่เคารพกฎจราจร และค่อนข้างขับรถอย่างระมัดระวัง จะเห็นได้ว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนที่นี่ค่อนข้างน้อย มั่นใจได้ว่าขับรถที่บริสเบน ปลอดภัยแน่นอน


ก่อนจะจากกันไป เรามีคลิปแนะนำการขับขี่บนท้องถนนอย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยกับการสัญจรใน Queensland

&index=2


อ้างถึง
ข้อมูลอ้างอิง

https://www.qld.gov.au/transport/licensing

https://www.qld.gov.au/transport/safety/fines/demerit

https://www.qld.gov.au/transport/safety/fines/demerit/about

https://www.qld.gov.au/transport/licensing/getting/learner

https://www.qld.gov.au/transport/licensing/driver-licensing/applying/provisional

11


;D ;D สวัสดีปีใหม่ผู้อ่าน ThaiBrisbane ทุกท่าน ;D ;D


      ขอให้ปี 2021 นี้เป็นปีที่ดี ขอให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจ ตั้งเป้าหมายอะไรขอให้เป็นไปตามหวังทุกประการล่ะ ในช่วงต้นปีนี้ หลายคนอาจจะมีโอกาสได้หยุดยาวออกไปท่องเที่ยวทั้งรอบตัวเมืองบริสเบนเอง หรือเมืองอื่นกันไป แน่นอนว่าบางสถานที่เอง ระบบขนส่งสาธารณะอาจจะยังไปไม่ถึง ซึ่งทำให้เราพลาดโอกาสได้ออกเดินทางอย่างเราที่ต้องการ ทุกอย่างย่อมมีการเริ่มต้น การขับรถที่นี่ไม่ยากอย่างที่คิด วันนี้ “พา-ลา-เล่น” จะมาบอกเล่าวิธีการขับขี่ยานพาหนะส่วนบุคคล ในบริสเบนและในรัฐ Queensland อย่างถูกกฎหมายและปลอดภัยกัน


ก่อนสตาร์ท...ทำความเข้าใจกับป้ายสัญลักษณ์และกฎระเบียบเบื้องต้นกัน


ที่มา : pixabay

การขับรถบนท้องถนน แน่นอนว่าความปลอดภัย คือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอันดับแรก ซึ่งกฎระเบียบหรือป้ายจราจรต่างๆระหว่างทางเอง ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เรามาเริ่มต้นศึกษาป้ายจราจรที่นี่กันดู ซึ่งแบ่งออกเป็น 8 ประเภท ได้แก่


ที่มา : www.carsguide.com.au

1. Regulatory Signs
ป้ายบอกทาง และบอกคำสั่งทั่วไป เช่น ห้ามหยุด ห้ามกลับรถ ฯลฯ ซึ่งหลายป้ายเองอาจจะเคยพบเห็นมาบ้างที่ไทยหรือในหลายๆประเทศ เพราะเค้าออกแบบค่อนข้างเป็นสากล

เรื่องการจอดรถในบริสเบน แน่นอนถ้าเราขับรถในเมืองและต้องการแวะจอดเพื่อลงไปทำธุระหรืออะไรก็แล้วแต่ ควรมองหาป้ายตัวอักษร “P” ที่ตั้งอยู่ริมทาง ซึ่งสามารถจอดได้ไม่จำกัดชั่วโมง แต่ถ้าป้ายไหนมีตัวเลขด้านหน้าหมายถึงจำนวนชั่วโมงที่สามารถจอดได้นานที่สุด เช่น “2P" คือจอดรถได้ 2 ชั่วโมง เป็นต้น


ที่มา : www.sbs.com.au

2. Road Warning Signs
ป้ายเตือนบนท้องถนน พบเห็นได้ ทั้งในเมือง, นอกเมือง, ทางรถไฟ หรือพื้นที่ๆใกล้กับโรงเรียน ชุมชน โดยป้ายบางประเภทจะสามารถพบเห็นได้แค่ประเทศออสเตรเลียเท่านั้น จึงทำให้ป้ายเหล่านี้ กลายเป็นลวดลายบนสินค้าของฝากของที่ระลึก เช่น ป้ายระวังจิงโจ้ โคอะล่า หรือจะวอมแบท ก็มีเช่นกัน


3. Hazard Markers
สัญลักษณ์บอกทางในพื้นที่อันตราย ให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น เช่น ทางเลี้ยวโค้ง


ที่มา : infrastructuremagazine.com.au



4. Traffic Instruction Signs
ป้ายบอกเส้นทางจราจร โดยเฉพาะบนถนนเส้น Motorway จะพบเห็นป้ายจำพวกนี้

5. Tourist Attraction and Drive Signs
ป้ายที่พบเห็นได้ตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหรืออุทยานแห่งชาติ

6. Route marker signs
ป้ายระบุเส้นถนนหรือตำแหน่ง พบเห็นได้บนถนนนอกเมือง เช่น ป้ายตำแหน่งกิโลเมตร, ป้ายชื่อถนนทางหลวง ฯลฯ


ที่มา : www.wayfound.com.au


7. Service and Community Facilities Signs
ป้ายระบุบริการ, สาธารณูปโภค เวลาที่เราออกเดินทางไปเที่ยวนอกเมือง โดยเฉพาะไปในเส้นทางธรรมชาติ จะมีป้ายบอกการใช้งานพื้นที่ เช่น จุดกางเต๊นท์, จุดแวะพัก หรือจุดเติมน้ำมัน


ที่มา : www.standard.net.au


8. Roadwork Signs
ป้ายชี้แจงการซ่อมแซมถนน ให้ผู้ขับระมัดระวังทาง ควบคุมความเร็ว และเบี่ยงไปใช้ทางที่กำหนด

      แม้ว่าป้ายทั้งหมดจะมีจำนวนมากมายนับร้อยแบบ แต่เราไม่จำเป็นต้องจดจำทั้งหมดหรอก เพราะป้ายส่วนใหญ่เราสามารถทำความเข้าใจได้ง่าย หากเราคุ้นชินกับการขับรถมาก่อนหน้านี้นะ สำหรับเราถือว่าสบายมากเลย แค่ต้องชะลอความเร็วนิดหน่อยเพื่ออ่านให้ทัน (แต่ก็มีแอบหลงทางบ้างเป็นทางที  :P)


ที่มา : pixabay

      หลังจากเรียนรู้ป้ายกันเรียบร้อยแล้ว มาปรับเกียร์ D และเริ่มต้นขับรถบนถนนกัน... การขับรถที่นี่ บอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิด ขับฝั่งซ้ายเหมือนกับที่ประเทศไทย ใครที่คุ้นชินกับการจราจรในกรุงเทพฯแล้ว ขอบอกเลยว่าขับรถยนต์ที่นี่...จิ๊บๆ ด้วยกฎระเบียบจราจรที่เข้มงวดและชัดเจน ทั้งป้ายบอกทาง, ไฟจราจร, เส้นแบ่งถนน ฯลฯ ซึ่งการขับในเมืองนั้น สิ่งที่ต้องควบคุมอันดับแรกคือการควบคุมความเร็ว จะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา สอดส่องให้ดีก่อนว่ามีไฟจราจรมั้ย หรือมีทางม้าลายให้คนข้ามหรือเปล่า เปิดไฟเลี้ยวทุกครั้งและเมื่อขับออกไปเส้นทางนอกเมือง สิ่งสำคัญที่อาจจะแตกต่างกับการขับรถที่ไทย คือที่นี่ขับเลนซ้ายเสมอแม้ว่าจะขับตามความเร็วที่กำหนด จะออกเลนขวาได้ต่อเมื่อต้องการแซงคันหน้าหรือมีสิ่งกีดขวางทางช่องทางซ้าย ไม่ขับแช่เลนขวาเมื่อไม่จำเป็น





      หากวันใดวันหนึ่ง เราถูกตำรวจเรียกให้จอด ในฐานะผู้ขับขี่ ควรหยุดจอดข้างทางและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ซึ่งเหตุผลที่ขอให้เรียกตรวจ มีได้ตั้งแต่ การสุ่มตรวจปริมาณแอลกฮอลล์, มีพฤติกรรมน่าสงสัย/ กระทำการผิดกฎจราจร หรือสอบถามเรา ในฐานะ (ผู้อาจเป็น) พยานในเหตุการณ์บางอย่าง สิ่งที่จำเป็นเมื่อเราถูกเรียก คือการยืนยันความถูกต้องในการขับขี่ด้วย “ใบขับขี่” ของเรานั่นเอง ดังนั้นพกติดตัวเสมอ ว่าแต่....เราเพิ่งมาอยู่ได้ไม่นาน ขับรถนิดหน่อยเอง มีแต่ใบขับขี่ที่ไทย ใช้งานที่นี่ได้หรือเปล่านะ?





ถือแค่ใบขับขี่ประเทศไทย/ ใบขับขี่สากล...ก็ขับรถในออสเตรเลียได้ จริงหรือไม่?



ที่มา : unsplash.com

      คำถามสุดคลาสสิคกันเลยทีเดียว สำหรับการใช้งานใบขับขี่ที่ออกในประเทศไทยและใบขับขี่สากล (ที่ออกในประเทศไทย) หลายคนก่อนเดินทางมาที่นี่อาจจะได้ทำเจ้าใบขับขี่สองใบนี้กันไปแล้ว แล้วเราไม่ต้องกังวลเลยกับการเริ่มต้นขับรถที่นี่เพราะขับง่าย และขับฝั่งเดียวกันกับเรา แล้วการที่หิ้วเจ้าบัตรหนึ่งหรือสองใบนี้มาบริสเบนนั้นขับรถได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่...คำตอบคือ “ได้” ซึ่งสามารถขับรถไปมาได้ทุกรัฐ ยกเว้นรัฐ Northern Territoryโดยใบขับขี่ไทยของเรา ต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ คือ



1. ใบขับขี่ต้องไม่หมดอายุ

2. หน้าบัตรมีภาษาอังกฤษกำกับอย่างถูกต้อง (ซึ่งใบขับขี่ไทยแบบใหม่ ตอบโจทย์ตรงนี้กันอยู่แล้ว)

3. ขับขี่ยานพาหนะที่กำหนดไว้บนบัตรเท่านั้น (เช่น ได้ใบขับขี่รถยนต์แต่มาขับรถมอเตอร์ไซค์ที่นี่ไม่ได้นะ)
4. ใบขับขี่ประเทศไทย (หรือต่างประเทศ) จะใช้งานไม่ได้ที่นี่ ตราบเมื่อเราได้รับใบขับขี่จาก Queensland แล้ว


5. ใบขับขี่ประเทศไทย (หรือต่างประเทศ) จะใช้งานไม่ได้ที่นี่ ตราบเมื่อเราถือ Resident Visa (ซึ่งเป็นวีซ่าถาวร) และพักอาศัยใน Queensland เกิน 3 เดือน 




อ่านจบแล้ว หลายคนคงสบายใจในการเริ่มต้นขับรถกันไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะโอกาสที่ได้เช่ารถเพื่อขับไปเที่ยวในวันหยุดยาว แต่เรื่องราวของการขับรถในบริสเบนยังไม่จบ ในบทความต่อไป “พา-ลา-เล่น” จะพาไปรู้จักวิธีการขอใบขับขี่ที่นี่ มาดูกันว่าจะยุ่งยากซับซ้อนแค่ไหนกัน

อ้างถึง
ขอบคุณข้อมูล

https://www.qld.gov.au/transport/safety/rules

https://www.qld.gov.au/transport/safety/signs

https://www.qld.gov.au/law/crime-and-police/being-arrested-and-police-custody/being-stopped

https://info.australia.gov.au/information-and-services/transport-and-regional/driving-with-an-overseas-licence

https://www.qld.gov.au/transport/licensing/driver-licensing/overseas/driving

12


ประเทศออสเตรเลียในมุมมองของคุณเป็นแบบไหน?

บางคนอาจมองเป็นแค่ที่ๆเรามาศึกษาต่อ, มาเริ่มอนาคตการทำงาน หรือแม้แต่เริ่มต้นชีวิตใหม่.. แม้จะเป็นประเทศที่ดูไม่หวือหวา น่าสนใจ แต่รู้มั้ยว่าที่นี่มีอะไรหลายอย่างซ่อนอยู่ให้เราไปค้นหา
วันนี้เราจะมาเล่าให้ทุกคนฟังกัน ว่ามาประเทศออสเตรเลียแล้วห้ามพลาดกิจกรรมอะไรบ้าง สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นใช้ชีวิตในบริสเบนไม่นาน หรือแม้แต่คนที่อยู่มานานแล้ว อาจจะหลงลืมไปว่าที่นี่ก็มีอะไรให้ทำอีกมากมายทีเดียวเชียว





เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวธรรมชาติ
      หากพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศออสเตรเลีย หลายคนอาจนึกถึงภาพการดำน้ำชมแนวประการังที่ Great Barrier Reef หรือจะเป็นภาพของโขดหินแดงขนาดใหญ่อย่าง Uluru เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วออสเตรเลียมีความหลากหลายทั้งด้านป่าไม้และพันธุ์พืชมากกว่าที่เราคิด แถมอยู่ใกล้ตัวอีกต่างหาก เพียงเราขับรถออกจากเมืองไปชั่วโมงกว่าๆ ก็สามารถสัมผัสถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด เริ่มต้นขับลงไปทาง Gold Coast เอง มีอุทยานแห่งชาติชื่อดังอย่าง Springbrook National Park ที่มีเส้นทางเดินป่า ที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวมือใหม่ ซึ่งเส้นทางนี้เราจะได้พบกับน้ำตกสูงตระหง่านอลังการ รวมไปถึงถ้ำเรืองแสง หรือจะขึ้นเหนือไปที่ Glass House Mountains เดินขึ้นไปดูวิวมุมสูงบนยอดเขา สูดอากาศสดชื่นก็ได้เหมือนกัน อย่าลืมที่จะหยิบของกินและเครื่องดื่มเล็กๆน้อยๆไปนั่งชิลตามจุดแคมป์ปิ้งด้วยล่ะ





ทักทายสัตว์ป่าประจำถิ่น
      จิงโจ้, หมีโคอาล่า, นกอีมู สัตว์ท้องถิ่นยอดฮิตที่พบเห็นภาพได้ตามโทรทัศน์และบนของฝากที่ระลึก เราพักอาศัยอยู่ในใจกลางเมืองแบบนี้ โอกาสที่จะพบเจอสิงสาราสัตว์เหล่านี้คงเป็นไปได้ยาก อาจจะเริ่มต้นกับสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมือง อย่างที่ Lone Pine Koala Sanctuary สถานอนุบาลหมีโคอาล่า ที่เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสหมีโคอาล่าแบบใกล้ชิด รวมไปถึงเหล่าพี่จิงโจ้ที่นอนรอนักท่องเที่ยวแวะมาทักทาย หากมีเวลาว่างเต็มวัน ขับรถขึ้นเหนือไปที่ Australia Zoo เพราะที่นี่คือสวนสัตว์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมสัตว์นานาชนิด เปิดโอกาสให้เราได้เยี่ยมชมและเรียนรู้ได้ทั้งวัน เผลอๆได้ทำความรู้จักสัตว์ชนิดใหม่อีกด้วย





เรียนรู้วิถีชีวิตชาว Aboriginal
     ชาว Aboriginal คือชาวพื้นเมืองท้องถิ่นที่อยู่อาศัยบนเกาะยักษ์แห่งนี้มาหลายร้อยปี ก่อนจะมีการรุกรานจากชาวอังกฤษและยุโรปในอดีต แม้ว่าปัจจุบันเราอาจไม่ได้พบเห็นผู้คนเชื้อชาตินี้เดินผ่านไปมาเหมือนออสซี่ผิวขาว แต่เค้าก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย และเป็นหลักแหล่งชัดเจน หากเราอยากจะเรียนรู้เรื่องราวของคนกลุ่มนี้ จริงๆเราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมในพิพิทธภัณฑ์ตามเมืองใหญ่ๆ อย่างที่บริสเบนเองก็ต้อง Queensland Museum หรือ Gallery of Modern Art ที่ซึ่งมักจะมีงานศิลปะที่เกี่ยวข้อง หมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายมาให้เราเข้าชมกันอยู่เป็นประจำ ทั้งผลงานศิลปะที่สื่อถึงชาว Aboriginal ผ่านมุมมองของชาวผิวขาว หรือผลงานศิลปะท้องถิ่นที่ผลิตโดยกลุ่มคนเชื้อชาตินี้โดยตรง มีทั้งรูปแบบการจัดแสดงงานหรือการจำหน่ายของที่ระลึก หากอยากเรียนรู้วิถีชีวิตอย่างแท้จริงเลยล่ะก็ ลองไปเที่ยวที่เมือง Darwin ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นเมืองที่ชาว Aboriginal อาศัยอยู่ อีกทั้งมีแหล่งเรียนรู้และกิจกรรมให้ทำมากมายเลยทีเดียว
ขอบคุณรูปภาพจาก : australiangeographic.com.au





สัมผัสบรรยากาศจริงในเกมส์กีฬา
      เพราะกีฬาคือหนึ่งในวิถีชีวิตชาวออสซี่อย่างแท้จริง ในช่วงฤดูร้อนของทุกปีจะมีกีฬายอดฮิตอย่าง Cricket ที่ชาวออสซี่ต่างรอคอยเข้าชม ทั้งแบบเกาะขอบสนามและเกาะหน้าจอทีวี แม้แต่ในสวนสาธารณะก็พบเจอกลุ่มน้องๆหนูๆเล่นกีฬาประเภทนี้เช่นกัน หรืออีกงานที่อาจจะคุ้นชื่อมาอย่างยาวนานอย่าง “Australia Open” งาน Tennis Tournament ที่จัดขึ้นเป็นประจำเสมือนเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ หรือจะกีฬาแข่งม้าสุดคลาสสิกอย่าง “Melbourne Cup” ที่จัดขึ้นมาอย่างยาวนานเกิน 100 ปี หากอยากจะเข้าไปสัมผัสบรรยากาศจริงล่ะก็ ที่บริสเบนก็มีสนามกีฬาขนาดใหญ่อย่างที่ The Brisbane Cricket Ground ที่มีชื่อเล่นคุ้นหูอย่าง “The Gabba” ซึ่งมาจากที่ตั้งของสนาม คือ Woolloongabba นั่นเอง สามารถติดตามกิจกรรมและงานแข่งได้ในช่วงนี้





ลิ้มรสชาติอาหารท้องถิ่น
      Lamingtons, พายเนื้อ, Vegemite, Pavlova, Fairy bread นี่คือส่วนหนึ่ง ของรายการอาหารคาวหวานที่เป็นเมนูขึ้นชื่อของที่ออสเตรเลีย แม้ว่าในชีวิตจริงผู้คนที่นี่อาจจะไม่ได้ทานกันเป็นประจำ แต่ก็สามารถหาซื้อได้ง่าย ตามร้านค้าและซุปเปอร์มาเก็ตชั้นนำ รายการไหนยังไม่เคยชิม ลองหยิบใส่ตะกร้ามาทานดูจะเป็นไรไป เผื่อติดใจ
ขอบคุณรูปภาพจาก : globalstorybook.org





ออกเดินทางไปท่องเที่ยวทุกรัฐ
      หากใครมีเวลาเหลือ (และเงินเหลือ) ล่ะก็ การเก็บรายการเที่ยวเมืองใหญ่ในประเทศในทุกรัฐ ก็เป็นหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจเลย เชื่อว่าหลายคนได้มีโอกาสท่องเที่ยวเมืองใหญ่ของประเทศอย่างที่ Sydney หรือ Melbourne มาแล้ว จะรู้สึกได้ว่า แต่ละที่ แต่ละเมืองก็มีสเน่ห์ที่แตกต่างกันไป และที่นี่เองก็ไม่ได้มีแค่ 2-3 เมือง ยังคงมี Perth, Darwin และ Adelaide รอให้เราออกไปท่องเที่ยว เผลอๆเที่ยวเสร็จ ติดใจอยากย้ายไปอยู่เลยก็เป็นได้นะ

13


สวัสดีชาว ThaiBrisbane กันอีกครั้ง มาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ แน่นอนว่าเรื่องภาษาคือกำแพงด่านแรกที่เราต้องทำลายมันทิ้ง แม้ว่าอาจจะกล้าๆกลัวๆในตอนแรก เพราะไม่เคยมีเพื่อนต่างชาติล้อมรอบตัวขนาดนี้มาก่อนในชีวิต แต่ไม่ต้องกลัว ทุกสิ่งใหม่ต้องมีการเริ่มต้น ยิ่งยุคนี้มีเทคโนโลยีทันสมัย สามารถช่วยพัฒนาสกิลภาษาอังกฤษของเราได้ง่ายขึ้น แถมเร็วขึ้นอีก วันนี้เรามาดูกันว่ามีเทคนิคหรือวิธีไหนบ้าง ที่ให้เราเข้าใจภาษาบ้านเค้าได้อย่างรวดเร็วกันบ้าง

1. อ่าน อ่าน และอ่าน!

ทักษะเบื้องต้นที่ใครหลายคนฝึกฝนกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ นั่นคือ ”การอ่าน” เพราะสิ่งของใกล้ตัวเรามักมีภาษากำกับ จงหยิบทุกอย่างที่เป็นภาษาอังกฤษมาอ่าน และทำความเข้าใจซะ ตั้งแต่หนังสือพิมพ์, นิตยสาร, email จนไปถึงรายละเอียดข้างกล่องนม สิ่งที่ได้จากการอ่าน นอกจากจะได้ฝึกแปลภาษาแล้ว หลายครั้งเราจะได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ที่เคยไม่เจอมาก่อนอีกด้วยนะ ซึ่งนำไปสู่ Step ต่อมา..




2. จดสั้นๆ ทำเป็นนิสัย


ทุกครั้งที่เราค้นพบคำศัพท์ วลี หรือสำนวนใหม่ๆ อย่าลืมที่จะ จด! พกสมุดจดเล็กๆ หรือหยิบโทรศัพท์ของเราขึ้นมาทดไว้ เขียนลงเข้าไปทุกวัน อย่างน้อยหาคำศัพท์ใหม่วันละคำ นอกจากจดคำศัพท์แล้ว เราจะพัฒนาสกิลเราขึ้นไปได้อีก หากเขียนคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ ยิ่งช่วยสร้างความเข้าใจยิ่งขึ้นอีกด้วย




3. พูดคุยกับเจ้าของภาษาตัวจริง


มาถึงประเทศเจ้าของภาษาทั้งที เก็บความเขินอายไว้ที่บ้านซะ โชว์ความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษกับคนที่นี่กันเถอะ เริ่มต้นจากการพูดคุยกับผู้คนรอบตัว เวลาเราออกไปซื้อของข้างนอก ถามคำถามสั้นๆกับเค้า สร้างประโยคสนทนากันสักหน่อย ขยับขึ้นมา ลองพูดคุยกับเพื่อนชาวต่างชาติให้มากยิ่งขึ้น ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ความชอบ งานอดิเรก หรือถ้าอยากจะเปิดโลก ลองเข้ากลุ่มเพื่อนชาวต่างชาติดู อย่างในเว็บไซด์ Meetup.com ที่รวมผู้คนหลากหลายสัญชาติ หลากหลายอายุ มาร่วมทำกิจกรรมในสิ่งที่เราสนใจด้วยกัน เชื่อเถอะ ผู้คนที่นี่ใจดี เป็นมิตร น่ารักทั้งนั้น




4. เรียนรู้จากช่องทางสื่อ Online


เชื่อว่าทุกคนต้องมีโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะ Smart Phone หรือ Tablet กันอยู่แล้ว อย่าใช้มันเพื่อความสนุก หรือแค่การเล่นโซเชียล ถ่ายรูปอย่างเดียว เราสามารถใช้เจ้าอุปกรณ์เหล่านี้เรียนรู้ภาษาได้ง่ายกว่าที่คิด ช่องทางแรกที่เป็นที่นิยมเลย นั่นคือ YouTube ยิ่งช่วงนี้หลายสื่อเริ่มเปิด Channel ของตัวเอง โดยเฉพาะคลิปสอนภาษา หากใครไม่มีเวลาเปิดดู เราขอแนะนำเครื่องมือต่อมา นั่นคือ Podcast หรือจะเรียกว่าวิทยุออนไลน์ เราสามารถค้นหาคลิปเสียงที่เกี่ยวกับการสอนภาษาได้มากมาย สามารถฟังได้ทุกที่ทุกเวลาตามที่เราต้องการ หลับตาฟังไปก็ยังได้ (แต่อย่าหลับจริงนะ) และอีกช่องทางนึงที่หลายคนอาจชื่นชอบที่สุด เพราะได้เพลิดเพลินไปด้วย นั่นคือ Netflix หรือการชมภาพยนตร์ ซีรีย์ ต่างๆ เน้นการเลือกชมที่เป็นภาษาอังกฤษนะ ดูครั้งแรกอาจจะเปิด Subtitle เป็นภาษาอังกฤษก่อน และครั้งที่สองลองปิดคำบรรยายข้างล่างและลองฟังสำเนียงดู เชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยให้เราเข้าใจสำเนียงกับคำศัพท์ที่พูดได้เข้าใจยิ่งขึ้น ซึ่งเราแนะนำช่อง BBC เป็นรายการสอนภาษา และ Ted Talks เป็นคลิปการบรรยายจาก Speaker ในหัวข้อต่างๆที่น่าสนใจ จากผู้คนหลากหลายวงการ







5. ค้นหาความสนุกในการเรียนรู้ภาษา


อย่าลืมว่าการเรียนรู้อะไรสักอย่าง ไม่สามารถสร้างขึ้นได้เพียงไม่กี่วัน เสมือนกรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว ทุกอย่างต้องใช้เวลา หากเราฝึกฝนด้วยความเคร่งเครียด เชื่อว่าผลลัพธ์คงออกมาได้ดีแน่ ดังนั้นอย่าไปกังวลกับมันจนเกินไป หารูปแบบการใช้ภาษาที่เราชื่นชอบ อย่างเช่นหากเราชื่นชอบฟังเพลง เราก็มาเรียนรู้คำศัพท์และสำเนียงจากบทเพลง หรือจะลองอ่านเนื้อเพลงต่อยอดจากการฟัง รวมไปถึงศึกษาเรื่องราวที่เราสนใจโดยเฉพาะ แต่ในสื่อทางต่างประเทศ เช่น Website การท่องเที่ยว, รายการดนตรี, ผลงานศิลปะ,​ Review ร้านอาหาร ฯลฯ เผลอๆได้สำนวนและคำศัพท์ใหม่ๆเพียบ




6. คิดและเขียนทุกอย่างให้เป็นภาษาอังกฤษ



หลังจากที่ Input ข้อมูลมาหลายช่องทาง ทั้งการอ่าน และการฟัง ถึงเวลาที่จะต่อยอดสู่การพูดและเขียน เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการสื่อสารกับเพื่อนต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบ Chat กันในโลก Social Media จะมาพิมพ์ภาษาไทยตอบ เพื่อนคงได้แต่ งง เริ่มต้นฝึกการเขียนจากการสนทนาผ่านหน้าจอ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆนี้ สามารถพัฒนาเป็นการเล่าเรื่องยาวๆ หรือเป็น Essay ก็ได้ในอนาคตนะ





7. กล้าที่จะถาม กล้าที่จะเริ่มต้นบทสนทนา


อยากฝึกภาษาให้เก่ง ไม่มีใครช่วยได้เท่ากับเราทำด้วยตัวเอง เริ่มต้นจากการตั้งคำถามง่ายๆ หรือเริ่มต้นบทสนทนาในชีวิตประจำวัน จะมารอคนอื่นคอยป้อนความรู้ให้เรา กว่าจะเก่งมีหวังรออีกยาว เริ่มตั้งแต่วันนี้ ลองยกมือถามในห้องเรียนเป็นคนแรกดู หรือการทำความรู้จักเพื่อนใหม่ ไม่แปลกที่เราจะเป็นคนที่เข้าหาก่อน ทักทายและสร้างความคุ้นเคยกับการคุยภาษาที่สอง ช่วยให้เราเรียนรู้ภาษาได้เร็วยิ่งขึ้น



8. ตั้งเป้าหมายความสำเร็จของการฝึกฝนครั้งนี้


สิ่งสุดท้าย สิ่งที่เรียกได้ว่าสำคัญที่สุดเลย คือการตั้งเป้าหมายของการเรียนภาษา บางคนตั้งเป้าหมายที่จะสอบ IELTS ให้ได้คะแนนที่ต้องการ หรือบางคนตั้งเป้าหมายแค่ในเรื่องการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งทั้งสองแบบไม่มีใครผิดใครถูก แต่อย่างน้อยก็สามารถชี้วัดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน เปิดดูหนังคราใด ไม่ต้องอ่าน Subtitle ให้เมื่อยสายตา




นี่คือส่วนหนึ่งของการฝึกภาษาที่สอง (หรือสาม) เชื่อว่าแต่ละคน คงมีเทคนิคการฝึกภาษาที่แตกต่างกัน ในช่วงแรกเชื่อว่านอกจากจะมึนงงในภาษาแล้ว อาจจะมีอาการท้อแท้บ้าง เป็นเรื่องปกติที่เราเรียนรู้อะไรใหม่ เราเองนอกจากต้องใช้ความพยายามแล้ว “เวลา” ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การเรียนรู้ของเราประสบความสำเร็จอีกด้วย ดังนั้น สู้ๆนะ Keep it Up!, You can do it :D ปิดท้ายกระทู้ด้วยคลิปเสียงของรายการ "คำนี้ดี" Podcast สัญชาติไทยที่สอนภาษาอังกฤษในช่อง The Standard ซึ่งรวม 100+ คำถาม-คำตอบที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ มาให้เราได้เรียนรู้กัน อย่าลืมฟังแล้วใช้เทคนิคที่เราแนะนำต่อยอดด้วยนะ


14


“G’day Mate, How’s it going!”
ขอต้อนรับผู้อ่านด้วยคำทักทายสุดฮิต อันเป็นเอกลักษณ์ของชาวออสซี่ แน่นอนว่าภาษาหลักที่ใช้สื่อสารกันในประเทศ นั่นก็คือ “ภาษาอังกฤษ" แต่มีภาษาบางอย่างที่เกิดขึ้นมาในประเทศออสเตรเลีย ที่แสนจะแตกต่างกับประเทศอื่นๆ นอกจากสำเนียงอันแสนจะกำกวมฟังออกยากแล้ว สิ่งนั้นคือ “คำแสลง” (Slang) นั่นเอง ใครที่อยู่ออสเตรเลียมาสักพัก คงคุ้นชินกับแสลงบางอย่าง ที่ผ่านหูผ่านตาไปแล้วบ้าง เช่น “Barbie” คือการไป Barbecue หรือ “Footy” ที่ไม่ได้หมายถึงฝ่าเท้า แต่หมายถึง Football หรือที่เราเรียกฬา “รักบี้" อันยอดนิยมนั่นเอง ถ้าวันนี้เราจะมาพูดถึงแสลงง่ายๆ ที่ได้ยินทุกวัน เชื่อว่าผู้อ่านคงจะปิดหน้าต่างเว็บในไม่ช้า แต่ช้าก่อน!! วันนี้ “พา-ลา-เล่น” จะมาให้เพื่อนๆทายศัพท์แสลงสไตล์ออสซี่กัน ซึ่งแต่ละคำขอบอกเลยว่า เดายากและหาฟังได้ยากเลยแหละ



“Legless”
หรือแปลตรงตัวว่า “ไร้ขา” ถ้าเดาครั้งแรก คงหมายถึงปลา หรือสัตว์อะไรหรือเปล่าน้า... แต่เปล่าเลย แสลงนี้หมายถึง คนที่มีอาการเมามากๆ (เมาจากอะไร ให้เพื่อนๆคิดกันเอง) แต่นี่คงจะเมาชนิดที่ว่าเดินไม่ได้ ไม่มีขากันเลยทีเดียว มีใครเคย Legless กันบ้างมั้ยเอ่ย?



“Piece of Piss”
อย่าเพิ่งตกใจกันไป เราไม่ได้กล่าวถึงห้องน้ำหรืออะไร แต่คำนี้ใช้สื่อถึงสิ่งที่เป็น “เรื่องง่ายๆ” หรือถ้าภาษาอังกฤษทั่วไปคงเปรียบเหมือน “Piece of Cake” นั่นแหละ...จริงๆใช้คำว่าเค้กก็น่าจะโอเคแหละ ได้ยินแสลงนี้จริงคงตกใจหมด



“Shark biscuit”
แสลงนี้ขอมอบให้เราชาวไทยมือใหม่ ที่ไร้ประสบการณ์กับกีฬาทางน้ำยอดฮิตของชาวออสซี่ ผู้มีชีวิตใกล้ชิดกับชายหาดตั้งแต่เด็ก นั่นก็คือ Surfing เพราะคำๆนี้ ใช้กล่าวถึงนักเล่นเซิร์ฟมือใหม่สุดๆ ใหม่จนที่ง่ายต่อการเป็นบิสกิตอันโอชะของเจ้าฉลามนั่นเอง



“Durry”, “Ciggy”, “Smoko”
เพื่อนๆลองเดาซิว่า ช่วงเวลาเบรคสั้นๆของชาวออสซี่ พวกเค้ามักจะใช้เวลาไปกับอะไร ดื่มกาแฟ? เล่นมือถือ? งีบ? จริงๆแล้วก็ถูกทุกข้อ แต่มีอีกหนึ่งสิ่งที่นิยมไม่แพ้กัน นั่นคือ “บุหรี่” นั่นเอง (ไม่ดีต่อสุขภาพน้า) โดยทั้งสามคำที่กล่าวมานี้ มีความหมายเดียวกัน คือ “บุหรี่” แหละ ได้ยินที่ไหนก็อยากจะให้เข้าใจตรงกันนะ




“A Cold One”, “Coldie”, “Frothy”
ชุดคำแสลงต่อมา คือช่วงต่อของคำก่อนหน้า เราจะมาพูดถึงเครื่องดื่มอันยอดนิยมของชาวออสซี่หลังเลิกงานกัน หากเค้าพูดถึงอะไรที่ “เย็นๆ” “ฟองๆ” ล่ะก็ ขอให้เดาในใจได้เลยว่านั่นคือ “เบียร์” นั่นแหละ (ไม่ดีต่อสุขภาพเหมือนกันน้า) ทานแล้วระวัง ‘Legless’ ล่ะ :-P



“Bludger”
แสลงนี้หมายถึง คนที่ขี้เกียจ ซึ่งไม่ได้ขี้เกียจในด้านที่ไม่ยอมทำอะไรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงขี้เกียจที่จะคิดและตัดสินใจเลย หรือสั้นๆว่า ขอเป็นผู้ตาม เออ ออ ห่อหมกกันไปนั่นเอง ขี้เกียจมากไประวังจะเฉื่อยชานะเพื่อนๆ อย่าปล่อยให้ตัวเอง Bludger ล่ะ




“Furphy”
ฮั่นแน่ รู้นะว่าคิดถึง “A Cold One” ใช่มั้ยล่ะ..จริงๆก็ใช่ แต่ถ้าแสลงในอีกความหมาย ก็คือ “ข่าวลือที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือไม่น่าเป็นไปได้” โดยเฉพาะเรื่องที่ได้ยินกันมาเป็นทอดๆนั่นเอง จุดกำเนิดของแสลงคำนี้นั้น มีที่มาที่ไปอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องราวเกิดขึ้นในยุคสงครามโลก ที่ชาวเมืองมักจะขนส่งน้ำด้วยเกวียนลาก Furphy ที่เห็นในภาพ โดยชื่อนี้มาจาก “John Furphy" ผู้ที่ออกแบบเจ้าเกวียนนี้น่ะแหละ ในยุคนั้นผู้ที่ลำเลียงน้ำด้วยเกวียน Furphy มักจะส่งข่าวลือต่าง (ที่ไม่เหมือนกันเลย) ให้กับทหารที่อยู่ในช่วงสงคราม จนทำให้ทหารในยุคนั้นอ้างอิงข่าวสารเหล่านี้ว่าจากพวก “Furphies” นั่นเอง





“She’ll be apples”
“เธอคงจะเป็นแอปเปิล”... อะไรนะ ให้สั่งให้คนเค้าเป็นผลไม้อย่างนี้ก็ได้เหรอ?”... ไม่ใช่หรอกนะ เพราะเจ้าแสลงคำนี้ เค้าหมายถึง “Everything will be alright” หรือ ทุกๆอย่างกำลังจะดีขึ้น นั่นเอง



“Woop Woop”
ไม่ได้จะตะโกนเรียก หรือโห่ร้องอะไร แสลงนี้หมายถึงสถานที่ที่ห่างไกลมากๆ ชนิดที่ว่าไร้ตำแหน่ง ไร้ผู้คนกันเลย ถ้าพูดถึงพื้นที่ Woop Woop ถ้าให้ยกตัวอย่าง คงได้แก่พื้นที่แห้งแล้งที่เป็นทะเลทรายใจกลางประเทศ ที่มีชื่อเมืองที่ไม่คุ้นหูเลย หรือจุดในจุดหนึ่งกลางป่ากลางเขาไร้สิ่งมีชีวิตอื่นใด ถ้านิยามเป็นภาษาอังกฤษก็คือ “Middle of Nowhere” ส่วนใหญ่เราจะพูดกับเพื่อนที่บ้านอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง มักจะหยอกเล่นกันว่า “You live out Woop Woop”



ท้ายสุดนี้ ขอฝากคลิปสั้นๆใน YouTube กับการรวมศัพท์แสลงออสซี่กัน หวังว่าทุกท่านจะได้ความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับคำศัพท์มากขึ้น เอาไว้สร้างบทสนทนาให้มีสีสันมากยิ่งขึ้นนะ




อ้างถึง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
https://outbackdictionary.com/
en.wikipedia.org/wiki/Furphy
https://nomadsworld.com/aussie-slang

หน้า: [1]